งานฌาปนกิจคืออะไร งานศพไทย ความสำคัญของงานฌาปนกิจ พร้อมขั้นตอนการทำพิธีแบบไทย

งานฌาปนกิจคืออะไร งานศพไทย ความสำคัญของงานฌาปนกิจ พร้อมขั้นตอนการทำพิธีแบบไทย

งานศพไทย พิธีงานศพไทย เมื่อถึงจุดสิ้นสุดของวัฏจักรในการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ เมื่อร่างกายของเราไร้ลมหายใจ เมื่อสังขารถึงคราวดับขันธ์ สิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ การทำพิธีศพ ซึ่งถือเป็นความเชื่อสืบต่อจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็นหนทางในการส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่ภพภูมิที่ดี และเพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนจิตใจของผู้ที่ยังคงเวียนว่ายอยู่ในโลกปัจจุบันถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร ซึ่งอาจจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้คนรอบข้างตระหนักถึงการสะสมบุญ โดยหมั่นสร้างความดีในขณะที่ยังมีชีวิต เพื่อที่ชาติภพต่อไปจะได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์อีก

ในช่วงชีวิตคนเรา มีความผูกพันกับพิธีศพอยู่หลายครั้ง เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงที่คนรอบข้างกลายเป็นใบไม้ที่ร่วงโรย เมื่อชีวิตเริ่มเติบโตและได้เห็นการล้มหายตายจากของคนที่เรารัก เมื่อนั้นก็จะเกิดความเข้าใจในสัจธรรมต่างๆ มากขึ้น มีเกิด ก็ต้องมีแก่ เมื่อมีแก่ ก็ต้องมีเจ็บและตายเป็นธรรมดาของสังขาร เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่จะต้องเผชิญหน้า และเมื่อถึงวาระที่เราต้องเผชิญ สิ่งที่เราจะได้รับจากการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ก็คือ การจัดพิธีศพเพื่อระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้จึงอยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับพิธีฌาปนกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำพิธีศพ โดยสืบทอดกันมายาวนาน ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสุดท้ายก่อนร่างกายของผู้ล่วงลับจะสูญสลายไปสู่ภพภูมิใหม่

 

งานฌาปนกิจ คืออะไร?

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำนี้ในพิธีศพกันมาบ่อยครั้ง แต่อาจจะยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าจริงๆ แล้ว ฌาปนกิจ คือส่วนใดในพิธีศพ และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจไปว่า ฌาปนกิจ คือการจัดพิธีศพ แต่จริงๆ แล้ว ฌาปนกิจ ตามความหมายของรากศัพท์ที่แท้จริงคือ การทำให้มอดไหม้ หรือในภาษาพูดก็คือ การเผาศพนั่นเอง

 

ไขข้อสงสัย ระหว่างคำว่า “ฌาปนกิจ” กับ “ฌาปนกิจศพ” ควรใช้คำไหนกันแน่?

หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่าระหว่างคำว่า “ฌาปนกิจ” กับ “ฌาปนกิจศพ” ควรใช้คำไหนกันแน่ จริงๆ แล้ว ฌาปนกิจ เป็นคำที่ใช้อย่างแพร่หลายในการทำพิธีศพ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีคำว่า “ศพ” มาต่อท้าย เพราะฌาปนกิจ มีความหมายตรงตัวอยู่แล้วว่าคือ การเผาศพ แต่ก็ยังมีหลายๆ พิธีศพ ที่ยังคงใช้คำว่า ฌาปนกิจศพอยู่ โดยรากศัพท์ที่แท้จริงของคำว่า ฌาปนกิจ มาจากภาษาบาลี คำว่า ฌาปน แปลว่าการเผาศพหรือปลงศพ รวมกับคำว่ากิจ จึงแปลว่าพิธีการเผาศพ, งานเผาศพ

 

งานฌาปนกิจ พิธีแบบไทย

 

ความสำคัญของงานฌาปนกิจ

ด้วยความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตจนถึงปัจจุบันที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ทำให้งานฌาปนกิจ กลายเป็นประเพณีพื้นฐานของการทำพิธีศพ โดยความสำคัญของงานฌาปนกิจนั้นเกิดขึ้นจากความเชื่อตามหลักศาสนาพุทธ โดยสามารถแบ่งออกเป็นความเชื่อต่างๆ ได้ดังนี้

1. ศาสนาพุทธให้ความสำคัญต่อจิตวิญญาณมากกว่าร่างกาย เมื่อร่างกายดับสลายไปแล้ว ไม่เหลือประโยชน์อันใดอีก จึงจำเป็นต้องเผาให้เป็นธาตุดิน เหลือทิ้งไว้เพียงคุณงามความดีที่อยู่เบื้องหลังผู้ตาย

2. ศาสนาพุทธสอนให้คนยึดถือความดีมากกว่าตัวตน การเผาสลายร่างกายให้เป็นเถ้าธุลี จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้คนรอบข้างผู้ตาย ได้ระลึกถึงคุณความดีนั้นไว้ เพื่อเสริมสร้างบุญบารมีให้มากขึ้น

3. ศาสนาพุทธสอนให้เรารู้จักปล่อยวางในสิ่งที่ไม่เที่ยง ดังเช่น ร่างกายและสังขาร เมื่อเกิดแก่เจ็บตาย ร่างกายก็เป็นสิ่งที่ต้องละทิ้ง การฌาปนกิจจึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้คนรู้จักปล่อยวางในสิ่งต่างๆ ที่ไม่เที่ยงแท้

4. การเก็บศพเอาไว้นั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ หากเรารักษาศพของคนที่รักเอาไว้ จิตใจของเราก็จะยังคงห่วงหาอาวรณ์ไม่เลิกรา ทำให้ติดอยู่ในบ่วงแห่งความโศกเศร้า การจัดฌาปนกิจ จึงเป็นหนทางในการที่ทำให้ผู้สูญเสียได้ระลึกถึงความไม่เที่ยงแท้ และได้พิจารณาชีวิตที่แท้จริงว่าทุกสิ่งไม่จีรังและยั่งยืน

5. งานฌาปนกิจทำให้เกิดบุญบารมีของผู้ที่ยังมีชีวิตด้วยการเสริมสร้างบุญกุศลให้กับผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความดีให้กับตัวผู้ที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ก่อนที่จะละสังขาร

6. นอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศที่มีการนับถือศาสนาพุทธ, ฮินดู และพราหมณ์ ก็มีความเชื่อในการประกอบพิธีฌาปนกิจด้วย เช่น ประเทศอินเดีย, ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลี เป็นต้น

 

ขั้นตอนของพิธีศพและการฌาปนกิจตามแบบคนไทย

ตามความเชื่อของพุทธศาสนา การจัดฌาปนกิจนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงท้ายสุดของพิธีศพ ซึ่งผู้จัดพิธีศพส่วนใหญ่จะจัดการขั้นตอนต่างๆ ในการทำพิธีศพดังนี้

1. การชำระล้างร่างกายศพ

ถือเป็นขั้นตอนแรกก่อนการนำศพไปประกอบพิธี ผู้เกี่ยวข้องหรือญาติของผู้ล่วงลับ จะต้องชำระล้างร่างกายของศพด้วยน้ำสะอาด ด้วยความเชื่อที่ว่าน้ำสะอาดจะสามารถพาดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่ภพภูมิที่ดี ด้วยความสะอาดและบริสุทธิ์ ซึ่งในสมัยก่อนน้ำที่นำมาอาบชำระล้างร่างกายของผู้ล่วงลับนั้น มักเป็นน้ำที่ต้มจนเดือด แล้วผสมด้วยน้ำเย็น พร้อมด้วยขมิ้นผสมมะกรูดเพื่อนำมาขัดล้างร่างกายของผู้ล่วงลับ ซึ่งถือเป็นการแสดงออกความเคารพรักในหมู่ญาติพี่น้องต่อตัวผู้จากไป อีกทั้งยังเป็นการขัดชำระร่างกายให้ผู้ล่วงลับหมดสิ้นซึ่งบาปกรรมที่ทำเอาไว้ในชาติภพนี้

2. การหวีผม-แต่งกายให้กับศพ

ขั้นตอนต่อมาก็คือ การหวีผมให้กับผู้ล่วงลับ ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันออกไปในการหวีแต่ละครั้ง โดยครั้งแรกให้หวีจากหน้าไปหลัง ซึ่งแสดงออกถึงการระลึกถึงอดีตและคุณงามความดีของผู้ล่วงลับตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งจากโลกนี้ไป ครั้งต่อมาให้หวีจากหลังไปหน้า ด้วยความเชื่อว่าจะสามารถกำหนดจุดหมายของผู้ล่วงลับที่กำลังจะเดินทางไปได้ และเมื่อหวีเสร็จแล้ว ให้ผู้หวีหักหวีออกเป็น 2 ท่อน พร้อมกล่าวว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วให้โยนหวีนั้นทิ้งเสีย

หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการแต่งกายผู้ล่วงลับ ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้ทำพิธีอาจจะเลือกเสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มที่ผู้ล่วงลับชอบสวมใส่ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ หรืออาจแต่งด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงทางที่จะสามารถดับทุกข์ และหนีทุกข์ สำหรับผู้ล่วงลับ อันเกี่ยวข้องกับการรักษาศีลและปฏิบัติธรรมของผู้ล่วงลับในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งนี้ควรประพรมบริเวณใบหน้าและร่างกายของผู้ล่วงลับด้วยแป้งหอมหรือน้ำอบ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการใส่เงินเข้าไปในปากของผู้ล่วงลับเพื่อมอบให้เป็นค่าเดินทางไปสู่เมืองสวรรค์ โดยทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นการสอนให้ผู้ล่วงลับรู้จักใช้เงินให้มีประโยชน์ แบ่งกิน แบ่งใช้และไม่ตระหนี่ถี่เหนียวจนเกินไปในชาติภพอื่นๆ

3. การรดน้ำศพ

การรดน้ำศพถือเป็นพิธีแรกที่เกิดขึ้นในพิธีศพ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและไว้อาลัยผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้ายของผู้คนที่เกี่ยวข้อง และเพื่อเป็นการขออโหสิกรรมจากความล่วงเกินต่างๆ ต่อผู้ล่วงลับในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยน้ำที่ใช้อาบศพนั้นจะต้องเป็นน้ำมนต์ผสมน้ำสะอาดหรือน้ำอบ ซึ่งมักจะโรยตกแต่งด้วยดอกไม้หอม โดยผู้ที่มาเคารพศพจะตักน้ำรดลงบนมือข้างหนึ่งของผู้ล่วงลับ พร้อมกล่าวคำอาลัย, คำระลึกถึง, คำอโหสิกรรมต่างๆ ขณะที่รดน้ำลงไป จากนั้นก็ผู้จัดพิธีศพ ก็จะทำการบรรจุผู้ล่วงลับใส่โลงเพื่อทำพิธีสวดศพต่อไป

4.การสวดศพ

การสวดศพ เรียกเป็นภาษาทางการว่า พิธีสวดอภิธรรม เป็นพิธีที่จัดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายแสดงให้เห็นถึงความจริงและสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ และเป็นการระลึกถึงคุณความดีของผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย โดยผู้จัดพิธีจะนิมนต์พระเพื่อมาสวดบทอภิธรรม อันมีความหมายเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตให้กับผู้ล่วงลับ และเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ล่วงลับ เกิดความเข้าใจถ่องแท้ของสังขารและความไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่ง โดยระยะเวลาในการสวดอภิธรรม ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้จัดงานว่าจะจัดกี่วัน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่ 3 วัน 5 วันและ 7 วัน นอกจากนี้การสวดศพยังเป็นพิธีสำคัญที่บรรดาญาติพี่น้องต่างๆ ของผู้ล่วงลับจะได้มารวมตัวกัน ทั้งนี้ด้วยความเชื่อที่ว่า การมารวมตัวกันของผู้คนที่เกี่ยวข้องจะทำให้ผู้ล่วงลับไม่เงียบเหงาวังเวง อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้เจ้าภาพหรือผู้จัดพิธีเกิดความรู้สึกผ่อนคลายจากความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

พิธีสวดอภิธรรม

 

5. การฌาปนกิจ

พิธีนี้จะอยู่ในช่วงท้ายสุดของพิธีศพและเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด หากจัดพิธีศพ 7 วัน พิธีฌาปนกิจจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 เป็นพิธีที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของชีวิตอย่างแท้จริง โดยจะเป็นวันสุดท้ายที่ร่างของผู้ล่วงลับจะเข้าสู่เชิงตะกอน ทั้งนี้มีความเชื่อว่า วันที่ไม่ควรทำพิธีฌาปนกิจนั้น ได้แก่ วันพระ, วันอังคารและวันเก้ากอง (คือวันที่คนโบราณกำหนดไว้ว่าเป็นวันไม่มงคล)

ตามความเชื่อ จะจัดให้มีการบวชหน้าไฟในวันฌาปนกิจ (วันเผาศพ) เป็นการบวชสามเณรเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ การบวชหน้าไฟเป็นประเพณีความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จะทำให้ผู้เสียชีวิตได้รับบุญเป็นอย่างมาก

โดยในวันฌาปนกิจ ผู้จัดพิธีจะนิมนต์พระมาสวดศพอีกหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะทำการเคลื่อนศพ ไปสู่ฌาปนสถานหรือสถานที่เผาศพ ซึ่งตามความเชื่อของโบราณอาจจะใช้วิธีการแบกหามผู้ล่วงลับด้วยแรงคน แต่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนมาใช้รถเพื่อเคลื่อนย้ายแทน โดยจะใช้วิธีการโยงสายสิญจน์จากรถมาให้พ่อแม่, ญาติพี่น้องและผู้เกี่ยวข้องของผู้ล่วงลับได้ทำการจูงศพ โดยมีเณรที่บวชหน้าไฟเป็นผู้เดินนำ เพื่อนำไปยังสถานที่ที่จะทำการฌาปนกิจ จากนั้นเณรจะทำการโปรยเหรียญ ซึ่งเรียกว่า เหรียญโปรยทาน โดยเชื่อกันว่าเป็นการซื้อทางให้แก่ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ได้ผ่านไปตามทางได้อย่างราบรื่น สะดวก ไม่ติดขัดสิ่งใด

และก่อนที่จะมีการเริ่มเผาศพนั้น ผู้จัดพิธีจะทอดผ้าบังสุกุลขึ้นไปบนเมรุเผา จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการฌาปนกิจ ซึ่งพ่อแม่, ญาติพี่น้อง, เพื่อนฝูงและผู้เกี่ยวข้องของผู้ล่วงลับ จะได้เดินขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์ให้กับผู้ล่วงลับบนเมรุเผา เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี และบอกกล่าวอำลาอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ทางเจ้าภาพจะจัดเตรียมของชำร่วยงานศพ เช่น ไฟฉาย ของชำร่วยงานศพ, พิมเสนน้ำ ของชำร่วยงานศพ, กระเป๋าใส่เหรียญ ของชำร่วยงานศพ, พิมเสนน้ํา ลูกกลิ้ง ราคาถูก, ของชำร่วย ชินบัญชรแผ่นพับ ฯลฯ เพื่อมอบแทนคำขอบคุณให้กับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน โดยที่ของชำร่วยงานฌาปนกิจนั้น มักมีความหมายที่ดี เป็นศิริมงคล สามารถนำไปใช้งานได้จริง เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

นอกจากของที่ระลึกงานฌาปนกิจแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ในพิธีศพ และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมา คือ พวงหรีด เพื่อเป็นการแสดงถึงความอาลัยที่ผู้มอบพวงหรีดนั้นมีต่อผู้เสียชีวิต

ดอกไม้จันทน์
ดอกไม้จันทน์

 

6. การเก็บกระดูกหลังจากฌาปนกิจและลอยอังคาร

เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่มีการมาแต่โบราณ ในการเก็บกระดูกหรืออัฐิของผู้ล่วงลับเอาไว้ หลังร่างกายหรือสังขารของผู้ล่วงลับกลายเป็นเถ้าฐาน เพื่อนำไปลอยอังคาร เป็นการบอกแก่ผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย ถึงการละสังขารที่แท้จริงไปสู่ภพภูมิใหม่ ซึ่งญาติพี่น้องหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ล่วงลับ ก็จะนำเอาอัฐิไปโปรยในแหล่งน้ำกว้างใหญ่ เพื่อให้ลมพัดปัดเป่าดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่สุคติ โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการเก็บอัฐิบางส่วนของผู้ล่วงลับเอาไว้เพื่อทำบุญและไว้เพื่อระลึกถึงในวัดหรือโบสถ์ด้วย

 

พุทธศาสนา

พิธีฌาปนกิจนั้น จัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของผู้ล่วงลับ ที่ปฏิบัติสืบทอดมาจนกลายเป็นประเพณีและธรรมเนียม เป็นการทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งพ่อ-แม่, ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง ได้ตระหนักถึงชีวิตที่ล่วงลับของผู้ตาย ว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่จีรังและยั่งยืน เป็นการให้ความสำคัญเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิต โดยทำให้ผู้ร่วมพิธีเข้าใจถึงหลักคำสอนในศาสนาต่างๆ ได้อย่างถ่องแท้ ด้วยการใช้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนศีลธรรม เพื่อที่เมื่อเราจากโลกนี้ไป คุณงามความดีต่างๆ ที่เราทำเอาไว้จะช่วยส่งเสริมให้คนรอบข้างได้บุญกุศลนั้น รวมไปถึงการที่ดวงวิญญาณของเราจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยเช่นกันนั่นเอง

 

บทความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจ: ประวัติการฝังและเผาศพ

บทความกล่าวถึงประวัติของการฝังศพและการเผาศพ ตั้งแต่สมัยเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อน เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีวิวัฒนาการอย่างไร ความเชื่อค่านิยมอะไรบ้างที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นบทความที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

ของชำร่วยงานฌาปนกิจ ราคาส่ง:

ของชําร่วย พระคาถาชินบัญชรแผ่นพับ ราคาถูก
ของชําร่วย พระคาถาชินบัญชรแผ่นพับ ราคาถูก ***ราคาโปรโมชั่น 9 บาท*** (ราคาปกติ 12 บาท)

 

ของชำร่วย ไฟฉายเงินทอง
ของชำร่วย ไฟฉาย สีเงิน สีทอง ***ราคาโปรโมชั่น 12 บาท*** (ราคาปกติ 15 บาท)

 

ของชำร่วยงานศพ พิมเสนน้ำ ราคาถูก
ของชำร่วยงานศพ พิมเสนน้ำ ชุปสำลี ***ราคาโปรโมชั่น กระปุกละ 5 บาท*** (ราคาปกติ 7 บาท)

 

พิมเสนน้ำ หัวลูกกลิ้ง ของชำร่วยงานศพ
พิมเสนน้ำ หัวลูกกลิ้ง ***ราคาโปรโมชั่น ขวดละ 10 บาท*** (ราคาปกติ 13 บาท)

 

กระเป๋าใส่เหรียญ ของชำร่วยงานฌาปนกิจ
กระเป๋าใส่เหรียญ ของชำร่วยงานฌาปนกิจ ***ราคาโปรโมชั่น 11 บาท*** (ปกติราคา 13 บาท)

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

 
 
 

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart