Category Archives: Funeral

งานฌาปนกิจ

บทความน่าสนใจ สาระความรู้เกี่ยวกับงานฌาปนกิจ การจัดพิธีศพ งานศพของแต่ละศาสนา ความสำคัญของงานฌาปนกิจ และอื่นๆ มากมาย เช่น ของชำร่วยงานศพแบบไหนบ้างที่ได้รับความนิยมใช้งานมากที่สุด, ของชำร่วยงานศพ ควรเลือกอย่างไร ให้เหมาะสมและถูกกาลเทศะ, 8 ของชำร่วยต้องห้ามที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ, ทำไม เหตุผลอะไรที่ของชำร่วยแบบใช้งานได้จริง เป็นที่นิยมกว่าของตั้งโชว์, หรือ ของชําร่วย สําคัญอย่างไรบ้าง ทำไมพิธีต่างๆ จึงต้องมีของชำร่วยด้วยเสมอ และข้อมูลน่ารู้อื่นๆ อีกมากมาย

ของที่ระลึกงานศพ ของชำร่วยงานฌาปนกิจ https://nippangift.com/funeral-souvenirs/

เช็งเม้ง ประวัติความเป็นมา และข้อควรปฏิบัติที่ควรรู้!

เช็งเม้ง ประวัติความเป็นมา และข้อควรปฏิบัติที่ควรรู้ !

เช็งเม้ง – คนไทยเชื้อสายจีนทุกคนคงไม่มีใครไม่รู้จักเทศกาลเชงเม้ง หรือ เช็งเม้ง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่ลูกหลานจะได้มารวมตัวกันเพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ เทศกาลดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร มีความสำคัญมากเพียงใดต่อรากฐานวัฒนธรรมจีน และมีวิธีในการเซ่นไหว้อย่างไรให้ถูกหลัก วันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณได้รู้จักกับเทศกาลเช็งเม้งกันมากขึ้น ทั้งความหมาย ประวัติความเป็นมา และวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในแง่มุมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน   ความหมายของเช็งเม้ง ตามรากศัพท์ภาษาจีนแล้ว คำว่า ‘เช็งเม้ง’ หมายถึง โมงยามแห่งความรื่นเริง บันเทิงใจ และความสนุกสนาน อันกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ญาติพี่น้องภายในครอบครัวจะได้มาร่วมพบปะสังสรรค์กัน หลังจากที่แยกย้ายออกจากบ้านไปอยู่ในที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่าง เมื่อพิจารณาจากภูมิศาสตร์ของประเทศจีนที่มีความกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว เทศกาลเช็งเม้งก็มีบทบาทสำคัญในทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้ประจักษ์ว่าในจารีตประเพณีของสังคมจีนนั้น ครอบครัวและต้นตระกูลเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของชีวิต ลูกหลานที่ออกเดินทางไปแสวงโชคในมณฑลต่าง ๆ ก็จะมีโอกาสได้เดินทางกลับบ้านมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ และไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง ไม่ต่างจากในเทศกาลสงกรานต์ที่คนไทยจะยึดวันที่ 14 เมษายนของทุกปีเป็นวันครอบครัวที่ทุกคนจะกลับมารวมตัวกันเพื่อพบปะสังสรรค์ และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบในกันและกันนั่นเอง เช็งเม้ง ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Qingming Festival ออกเสียงว่า เชงเม้ง (ตามสำเนียงแต้จิ๋ว) หรือ “เฉ่งเบ๋ง” (ในสำเนียงฮกเกี้ยน)   ประวัติความเป็นมาของเทศกาลเช็งเม้ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าเทศกาลเช็งเม้งที่จัดขึ้นในประเทศจีน และประเทศที่มีประชากรเชื้อสายจีนอย่างไต้หวัน

ฮวงซุ้ย ประวัติความเป็นมา การเลือกฮวงซุ้ยให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย

ฮวงซุ้ย (a Chinese graveyard, a cemetery) เป็นที่พำนักแห่งสุดท้ายของผู้วายชนม์ที่มีประวัติอันยาวนานซึ่งสามารถย้อนกลับไปได้หลายพันปี โดยเฉพาะอารยธรรมจีนที่มีความเก่าแก่และได้วางรากฐานทางสังคม ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี และการปกครองสืบทอดมาจนปัจจุบัน ฮวงซุ้ยจึงมีความหมายมากกว่าสุสาน แต่เป็นดุจดั่งสถานที่หลอมรวมจิตใจของความเป็นสังคมเข้าไว้ด้วยกัน เป็นสถานที่ซึ่งบรรพชนและลูกหลานได้มารวมอยู่ด้วยกันเพื่อสะท้อนความสำคัญของสถาบันหลักของสังคม นั่นก็คือสถาบันครอบครัว ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณเดินทางย้อนกลับไปในอดีตเพื่อศึกษาความสำคัญของฮวงซุ้ย ความหมาย รูปแบบ และความเชื่อ ตลอดจนการจัดการฮวงซุ้ยในบริบทปัจจุบันแบบเจาะลึก หากพร้อมแล้ว ตามมาดูกันเลย   ความหมายของฮวงซุ้ย หากอ้างอิงความหมายจากพจนานุกรมไทย ฉบับเปลื้อง ณ นคร ฮวงซุ้ย หมายถึง สถานที่ฝังศพตามประเพณีจีน หรือสุสานของคนเชื้อสายจีนนั่นเอง ทั้งนี้ ฮวงซุ้ยอาจจะมีความแตกต่างจากสุสานตามความเชื่ออื่น ๆ ตรงที่มีการนำศาสตร์ฮวงจุ้ยเข้ามาหาตำแหน่งในการเลือกฮวงซุ้ยที่เหมาะสม โดยเฉพาะทิศทางของสายลมและแหล่งน้ำที่อยู่บริเวณโดยรอบ หลักการสำคัญในการเลือกฮวงซุ้ยที่เหมาะแก่การเป็นสถานที่พำนักแห่งสุดท้ายของบรรพชน คือ ความสดชื่น สว่างสไว โล่งโปร่งสบาย มีตำแหน่งรับลมและน้ำที่เหมาะสม ไม่ต่างจากการใช้หลักฮวงจุ้ยในการเลือกที่ดินสร้างบ้าน หรือตกแต่งภายในบ้านนั่นเอง ฮวงจุ้ย เป็นคำภาษาจีนที่คุ้นหูได้ยินกันบ่อยครั้ง ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Feng Shui   ความสำคัญของฮวงซุ้ย และประวัติความเป็นมา พิธีกรรมศพของคนต่างเชื้อชาติย่อมมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ความเชื่อ

มัสยิดกลางสงขลา หาดใหญ่

พิธีศพของศาสนาอิสลาม ความเชื่อ ข้อปฏิบัติและขั้นตอนการทำพิธีศพอย่างเรียบง่าย

หากพูดถึงเรื่องราวชีวิตหลังความตาย ในแต่ละศาสนาก็จะมาพร้อมคำสอนที่แตกต่างกันไป สำหรับศาสนาอิสลามแล้ว เรื่องของความตาย ไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตแต่อย่างใด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะก้าวไปสู่การใช้ชีวิตที่แท้จริง โดยชาวมุสลิมทั้งหลายมาพร้อมความเชื่อตามหลักคำสอนว่า เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์สละร่างกายตนไปในภพนี้ วิญญาณทุกดวงที่ล่องลอยออกจากร่างก็จะไปรวมตัวกันอยู่ในโลกที่คั่นกลางระหว่างภพนี้และภพหน้า โดยทุกชีวิตที่ได้เผชิญหน้ากับความตายจะมีโอกาสได้ฟื้นขึ้นมาเพื่อฟังคำตัดสินจากผู้กำหนดโชคชะตาว่า วิญญาณของพวกเขาจะไปลงเอยที่ใด จะใช้ชีวิตหลังโลกนี้ด้วยความสุขสบายอยู่บนสรวงวรรค์ หรือทุกข์ทรมานอย่างเจ็บปวดด้วยการลงทัณฑ์จากบาปกรรมที่ทำมา เนื่องด้วยคำสอนและความเชื่อดังกล่าวที่ชาวมุสลิม หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามยึดถือกันมาช้านาน ทำให้พิธีศพของผู้คนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาอิสลามมีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนยุ่งยากเท่าพิธีของชาวพุทธหรือชาวจีน ซึ่งการทำพิธีที่ไม่ซับซ้อนนี้ถือเป็นหนทางที่ชาวมุสลิมจะได้ใกล้ชิดกับโลกคั่นกลางมากที่สุด       ขั้นตอนการจัดพิธีศพโดยทั่วไปของคนอิสลาม โดยทั่วไปแล้วการจัดงานศพของคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น ไม่มีอะไรยุ่งยากหรือซับซ้อนแม้แต่น้อย แต่จะมีการแบ่งประเภทของศพที่นำมาทำพิธีเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ศพที่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และศพของทหารที่ตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ 1. ศพที่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ศพประเภทนี้เป็นศพที่พบเห็นโดยทั่วไป ซึ่งเป็นศพที่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง จากอุบัติเหตุหรือชราภาพตายก็ตาม ศพเหล่านี้จะต้องถูกนำร่างมาชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ติดตัวอยู่ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องรีดท้องเพื่อนำสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในออกมาด้วย จากนั้นให้ชำระล้างร่างกายภายนอกให้สะอาดเอี่ยมอ่องทั้งตัว หลังจากชำระล้างร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้นำศพมาวางไว้บนผ้าขาว 3 ชั้น โดยจัดวางมือของศพให้มือขวาทับบนมือซ้าย แล้วเริ่มห่อศพ โดยปิดผ้าให้มิดชิด ไม่ให้มีส่วนใดของร่างกายเล็ดรอดออกมา   ขั้นตอนต่อไปคือ การนำเอาศพไปบรรจุลงโลงหรือหีบห่อที่เตรียมไว้ ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐานทั่วไป แต่หากเป็นศพยากไร้ ที่ไม่มีทุนทรัพย์หรืออยู่ในที่กันดาร ก็ไม่จำเป็นต้องใช้โลงหรือหีบห่อ

จากทุ่งพระเมรุ มาเป็นสนามหลวงในปัจจุบัน

จากทุ่งพระเมรุ มาเป็นสนามหลวงในปัจจุบัน

สนามหลวง หรือที่โบราณเรียกว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ เป็นสถานที่ซึ่งใช้ประกอบราชพิธีและรัฐพิธีสำคัญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านการบูรณะและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มากมายในหลายศตวรรษที่ล่วงมา แต่สนามหลวงก็ยังเป็นสถานที่ซึ่งยึดโยงกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง ซึ่งในบทความนี้ เราจะพาคุณมาสำรวจประวัติน่ารู้เกี่ยวกับสนามหลวงที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนานหลายร้อยปี   ทุ่งพระสุเมรุในยุคอยุธยา ต้นแบบของสนามหลวงต้องสืบย้อนไปยังสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีการสร้าง ‘สนามใหญ่’ ไว้สำหรับประกอบราชพิธีสำคัญอย่างประเพณี เดือน 5 ขึ้น 5 ค่ำ หรือประเพณีสงกรานต์ในปัจจุบัน หรือกล่าวได้ว่าการสร้างสนามใหญ่ก็เป็นไปเพื่อรองรับการจัดราชพิธีสำคัญของราชสำนักในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง การนำรูปแบบสนามใหญ่กลับมาเป็นแม่แบบของสนามหลวงในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สะท้อนให้ประจักษ์ถึงความพยายามฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมและประเพณีที่สูญหายไปหลังกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 หลังการกอบกู้บ้านเมืองคืนมาได้ บรมปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรจึงพยายามนำประเพณีอันดีงามของสยามในยุคเจริญรุ่งเรืองกลับคืนมาอีกครั้ง โดยมีสนามหลวงซึ่งสร้างขึ้นระหว่างพระบรมมหาราชวัง และพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นหนึ่งในการบูรณะทางวัฒนธรรมดังกล่าว   ทุ่งพระสุเมรุในยุครัตนโกสินทร์ สนามหลวงซึ่งสร้างขึ้นโดยอิงกับสนามหน้าจักรวรรดิของกรุงศรีอยุธยานั้น มีประโยชน์ใช้สอยหลักเพื่อเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ และเจ้านายพระราชวงศ์ชั้นสูง จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘ทุ่งพระเมรุ’ ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบรมปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ มาจนถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) เป็นพระองค์ล่าสุด เว้นเพียงแต่พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ซึ่งทรงสละพระราชสมบัติแล้วเสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษ ของชําร่วยงานพระราชทานเพลิง ท้องสนามหลวง เดิมเรียกว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ ครั้นเมื่อปี

8 ของชำร่วยต้องห้าม ที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ

8 ของชำร่วยต้องห้าม ที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ

งานศพ เป็นงานพิธีที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และเพื่อให้พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ พี่น้อง เพื่อนฝูงและแขกคนสำคัญ ร่วมกันไว้อาลัยให้กับผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย การจัดงานศพจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสมตามกาลเทศะในทุกๆ ส่วน ทั้งลำดับพิธี สถานที่ ชุดแต่งกาย และการเตรียมงาน โดยเฉพาะการเลือกของชำร่วยเพื่อนำมามอบให้กับผู้ที่มาร่วมงาน ก็จำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสมกับพิธีและกาลเทศะด้วยเช่นกัน วันนี้เราจึงมีของต้องห้ามที่ไม่ควรเลือกใช้เป็นของชำร่วยในงานศพมาฝากกัน เพื่อให้เจ้าภาพสามารถเลือกของชำร่วยได้เหมาะสมมากขึ้น มีสิ่งใดที่ไม่ควรนำมาใช้บ้าง ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ ของชำร่วยงานศพ ต้องห้าม      1. สิ่งของที่แตกหักง่าย สิ่งของประเภทแก้ว คริสตัล เซรามิก ที่มีความเปราะบาง และไม่คงทน ไม่ควรนำเอามาใช้เป็นของชำร่วยในงานศพ เพราะถ้าหากแจกจ่ายอย่างไม่ระวัง หรือผู้ที่ได้รับทำหล่นร่วง ก็อาจจะทำให้เกิดการแตกหักได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้ให้และผู้รับได้ นอกจากเสี่ยงได้รับบาดเจ็บแล้ว การที่ของชำร่วยชิ้นนั้นๆ เกิดแตกหักก็ยังถือเป็นลางบอกเหตุในทางที่ไม่ดีได้เช่นกัน จึงถือว่าเป็นที่ไม่เป็นมงคลเมื่อนำมาใช้เป็นของชำร่วยในงานศพ อีกทั้งยังทำให้เกิดภาระต่อตัวผู้รับ ที่ต้องคอยเก็บรักษาของชิ้นนั้นด้วยความระมัดระวังมากขึ้นอีกด้วย   2. สิ่งของที่มีสีสันฉูดฉาด น่ารักสดใส งานศพเป็นงานที่เจ้าภาพควรเลือกประเภทของของชำร่วยให้แตกต่างจากงานอื่นๆ เนื่องจากข้อจำกัดของงานที่จะต้องมีความสำรวม สุภาพ แตกต่างจากงานมงคลอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้นของชำร่วยที่นำมาใช้กับงานศพจึงไม่ควรเป็นสิ่งของที่มีสีสันฉูดฉาด หรือสิ่งของที่มีความน่ารักสดใส เพราะเมื่อนำมามอบให้กับผู้ที่มาร่วมงานแล้ว

พวงหรีด สำคัญอย่างไร จำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่

พวงหรีด สำคัญอย่างไร จำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่

หากพูดถึงพวงหรีด ทุกคนจะต้องรู้จักแน่นอน เพราะแต่ไหนแต่ไรมา พวงหรีดมักได้รับความนิยมในการนำมาใช้เพื่อไว้อาลัยในงานศพเสมอ จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำตามกันมาจนทุกวันนี้ ซึ่งพวงหรีดนั้นมีความสำคัญอย่างไร และจำเป็นต้องใช้ในงานศพหรือไม่ นอกเหนือจากของที่ระลึกงานศพ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิง ที่จำเป็นต้องมี เราจะพาคุณไปหาคำตอบกัน   ความสำคัญของพวงหรีด จากที่เกริ่นไปบ้างแล้วว่า การนำพวงหรีดมาใช้ในงานศพนั้น ถือเป็นธรรมเนียนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยพวงหรีดนั้นเป็นคำทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ “หรีธ” (Wreath) มีความหมายว่า พวงมาลา เป็นที่รู้จักกันเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พวงหรีดเป็นอารยธรรมของชาวตะวันตกที่นำมาใช้อย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมในประเทศไทย ในสมัยก่อนนั้นพวงหรีดไม่ได้แลดูสวยหรูหรือมีราคาสูงเหมือนในปัจจุบัน จะมีเพียงก้านกิ่งไม้นำมาสานขัดกันเป็นวงกลม แล้วนำดอกไม้มาเสียบประดับ สรุปได้ว่าพวงหรีดมีความสำคัญมากทีเดียว โดยสำคัญในแง่ของความรู้สึกและสภาพจิตใจนั่นเอง เพราะการนำพวงหรีดมาใช้กับงานศพ ประวัติการฝังและเผาศพ จะแสดงได้ถึงความไว้อาลัยที่ผู้มอบพวงหรีดมีต่อผู้ที่ได้ลาลับไปแล้ว ทั้งยังช่วยคลายความโศกเศร้าได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้เมื่อลองนึกภาพดู หากงานไหนไม่มีพวงหรีด ก็คงจะดูแปลกไม่น้อยเลยทีเดียว   จำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่ แม้ว่าพวงหรีดจะสำคัญ แต่บางคนยังคงสงสัยว่าจำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่ ถ้าไม่ใช้จะเป็นอะไรหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีข้อบังคับว่าจะต้องใช้พวงหรีดในงานศพ ดังนั้นจะใช้พวงหรีดหรือไม่ใช้ก็ได้ แต่ทั้งนี้เพื่อให้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อไป และเป็นการแสดงความไว้อาลัยแด่ผู้ที่ล่วงลับ รวมถึงเพื่อความสบายใจต่อเจ้าภาพและคนที่มาร่วมงาน ก็ควรใช้พวงหรีดจะดีกว่า   พวงหรีดมีกี่ประเภท พวงหรีดมีหลายประเภท แต่ที่พบเห็นและนิยมใช้กันมากที่สุด มี 7 ประเภทดังต่อไปนี้

เครื่องประโคม และดนตรีประโคมงานศพ คืออะไร สำคัญอย่างไร

เครื่องประโคม และดนตรีประโคมงานศพ คืออะไร สำคัญอย่างไร

การเล่นเครื่องประโคมหรือดนตรีประโคมงานศพ – หนึ่งในองค์ประกอบของงานศพที่ดำรงมาอย่างยาวนานคือ การเล่นเครื่องประโคมหรือดนตรี ตลอดจนการขับร้องรำทำเพลงและการละเล่นต่าง ๆ ซึ่งมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ว่าแต่เหตุใดในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตายและการจากลา จึงมีการละเล่นรื่นเริงเสมือนหนึ่งงานสังสรรค์ บทความนี้มีคำตอบมาฝาก   การประโคมเกิดขึ้นเมื่อใด การประโคมหรือเล่นดนตรีในงานศพเป็นพิธีกรรมที่สืบย้อนกลับไปได้หลายพันปี หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเครื่องประโคมงานศพที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอายุมากกว่า 3,000 ปี ประกอบด้วย เครื่องตีและเครื่องเป่าที่ประดิษฐ์ขึ้นจากไม้เป็นหลัก ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีการใช้โลหะในการประดิษฐ์เครื่องประโคมมากยิ่งขึ้น อาทิ กลองทองมโหระทึก ฆ้อง และแคน โดยนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่ากลองทองมโหระทึกมีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของดนตรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมฆ้องที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญในวงปี่พาทย์ ในตำแหน่งประธานของวง     กลองทอง มโหระทึก เครื่องประโคมงานศพ อุษาคเนย์ 2,500 ปีมาแล้ว กลองทองมโหระทึก เป็นเครื่องประโคมทำขวัญ (เรียกขวัญ และส่งขวัญ) งานศพ ในกลุ่มชนทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว กลองทอง หรือ มโหระทึก หล่อด้วยโลหะผสม เรียกสำริด หรือ ทองสำริด อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว กลุ่มคนในตระกูลภาษาต่างๆ จึงเรียกกลองทอง (หมายถึงกลองทองสำริด)

ขวัญคืออะไร มาจากไหน และความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณที่ควรรู้

ขวัญคืออะไร มาจากไหน และความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณที่ควรรู้

ขวัญของคน เป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีความเชื่อเรื่องขวัญอยู่บ้าง โดยจะเห็นได้จากความเชื่อเรื่องขวัญบนหัวนั่นเอง โดยขวัญคืออะไร มาจากไหน และมีความเชื่อเกี่ยวกับขวัญและวิญญาณอย่างไร เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจกัน   ขวัญ คืออะไร? ตามความเชื่อของคนโบราณในอุษาคเนย์ เชื่อกันว่าขวัญก็คือผีชนิดหนึ่ง ที่จะสิงสู่อยู่กับร่างกายของคน มีลักษณะพิเศษคือจับต้องไม่ได้ และมองไม่เห็น แต่มีความเป็นเอกเทศ นั่นหมายความว่าขวัญอาจหนีหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ หรือบางครั้งอาจไปเที่ยวเล่นและหลงทางจนหาทางกลับสู่ร่างไม่ได้ก็มี โดยเมื่อคนมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย หรือตาย ก็จะเชื่อกันว่าเป็นเพราะขวัญหายนั่นเอง และนอกจากขวัญของคนแล้ว ก็ยังเชื่อว่ามีขวัญอื่นๆ อีกด้วย เช่น ขวัญสัตว์ ขวัญอาคารสถานที่ และขวัญสิ่งของเครื่องใช้ เป็นต้น   ขวัญมาจากที่ใด ไม่มีใครรู้ว่าขวัญมาจากที่ใด แต่เชื่อว่าขวัญอยู่กับคนมานานแล้ว และกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งบางกลุ่มชนก็เชื่อว่าคนเรามีขวัญทั้งหมด 80 ขวัญ โดยกระจายอยู่ด้านหน้า 30 ขวัญและด้านหลังอีก 50 ขวัญ ที่สำคัญขวัญจะคอยกำกับและควบคุมคน จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าหากขวัญหายไปบางส่วน คนนั้นจะมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย และหากขวัญหายออกไปจากร่างทั้งหมด คนนั้นก็จะตายนั่นเอง สำหรับขวัญที่หายออกไปจากร่างก็จะเรียกว่าผีขวัญ ส่วนร่างที่เหลืออยู่โดยไม่มีขวัญก็จะเรียกว่าผีคน และยังมีความเชื่ออีกว่าผีขวัญอาจจะทำให้คนในครอบครัวหรือลูกหลานได้รับผลกระทบบางอย่างได้ ดังนั้นจึงต้องมีการทำพิธีส่งขวัญไปสู่โลกหลังความตายด้วย

บวชหน้าไฟ คืออะไร บวชเพื่อใคร สำคัญมากแค่ไหน

บวชหน้าไฟ คืออะไร บวชเพื่อใคร สำคัญมากแค่ไหน

การบวชหน้าไฟ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของคนไทยที่ถือปฏิบัติมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีต่างๆ ทันสมัยขึ้น ประกอบกับการรับวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ เข้ามา ทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกขัดแย้งกันว่าจริงๆ แล้วการบวชหน้าไฟจำเป็นหรือไม่ ซึ่งบางคนก็มองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ แต่บางคนก็มองว่าไม่จำเป็นเลย ดังนั้นเราจะมาทำความเข้าใจกันเกี่ยวกับการบวชหน้าไฟ   บวชหน้าไฟ คืออะไร การบวชหน้าไฟ เป็นการบวชเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว โดยจะบวชตอนเช้าในวันที่มีการเผาศพนั่นเอง ซึ่งการบวชหน้าไฟ จะบวชเช้า สึกเย็น บวช 3 วัน 7 วัน หรือมากกว่านั้นก็ได้ โดยการบวชหน้าไฟนั้นจะทำพิธีแบบง่ายๆ ด้วยการโกนหัวและนำจีวรที่เตรียมไว้มาเข้าหาอุปฌาย์ จากนั้นทำพิธีนิดหน่อยก็เสร็จสิ้นการบวชหน้าไฟแล้ว   ข้อมูลจาก Wikipedia การบวชสามเณรหน้าไฟ คือการบรรพชาสามเณรที่นิยมบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย โดยปรกติการบวชหน้าไฟมักจะบวชกันในวันเผาศพ โดยเมื่อทำพิธีฌาปนกิจเสร็จก็มักจะสึก   การบวชหน้าไฟ บวชเพื่อใคร หากถามว่าบวชเพื่อใครนั้น ก็ตอบได้เลยว่าบวชเพื่อผู้ที่ล่วงลับไปนั่นเอง โดยส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานมาบวชหน้าไฟให้กับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรืออาจจะบวชให้กับลุงป้า น้าอาที่ตนเคารพรักก็ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้การบวชหน้าไฟจะต้องบวชด้วยความเต็มใจของตัวผู้บวชเอง หากไม่เต็มใจหรือถูกบังคับมาก็ไม่ควรทำการบวชแต่อย่างใด   ทำไมต้องบวชหน้าไฟ   บวชหน้าไฟ แล้วได้อะไร เป็นความเชื่อมาแต่โบราณกาลที่เชื่อกันว่า การที่ลูกหลานบวชหน้าไฟให้กับผู้ที่ล่วงลับไปนั้น

งานฌาปนกิจ พิธีแบบไทย

งานฌาปนกิจคืออะไร งานศพไทย ความสำคัญของงานฌาปนกิจ พร้อมขั้นตอนการทำพิธีแบบไทย

งานศพไทย พิธีงานศพไทย เมื่อถึงจุดสิ้นสุดของวัฏจักรในการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ เมื่อร่างกายของเราไร้ลมหายใจ เมื่อสังขารถึงคราวดับขันธ์ สิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ การทำพิธีศพ ซึ่งถือเป็นความเชื่อสืบต่อจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็นหนทางในการส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่ภพภูมิที่ดี และเพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนจิตใจของผู้ที่ยังคงเวียนว่ายอยู่ในโลกปัจจุบันถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร ซึ่งอาจจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้คนรอบข้างตระหนักถึงการสะสมบุญ โดยหมั่นสร้างความดีในขณะที่ยังมีชีวิต เพื่อที่ชาติภพต่อไปจะได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์อีก ในช่วงชีวิตคนเรา มีความผูกพันกับพิธีศพอยู่หลายครั้ง เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงที่คนรอบข้างกลายเป็นใบไม้ที่ร่วงโรย เมื่อชีวิตเริ่มเติบโตและได้เห็นการล้มหายตายจากของคนที่เรารัก เมื่อนั้นก็จะเกิดความเข้าใจในสัจธรรมต่างๆ มากขึ้น มีเกิด ก็ต้องมีแก่ เมื่อมีแก่ ก็ต้องมีเจ็บและตายเป็นธรรมดาของสังขาร เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่จะต้องเผชิญหน้า และเมื่อถึงวาระที่เราต้องเผชิญ สิ่งที่เราจะได้รับจากการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ก็คือ การจัดพิธีศพเพื่อระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้จึงอยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับพิธีฌาปนกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำพิธีศพ โดยสืบทอดกันมายาวนาน ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสุดท้ายก่อนร่างกายของผู้ล่วงลับจะสูญสลายไปสู่ภพภูมิใหม่   งานฌาปนกิจ คืออะไร? หลายคนคงจะเคยได้ยินคำนี้ในพิธีศพกันมาบ่อยครั้ง แต่อาจจะยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าจริงๆ แล้ว ฌาปนกิจ คือส่วนใดในพิธีศพ และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจไปว่า ฌาปนกิจ คือการจัดพิธีศพ แต่จริงๆ แล้ว ฌาปนกิจ ตามความหมายของรากศัพท์ที่แท้จริงคือ การทำให้มอดไหม้ หรือในภาษาพูดก็คือ การเผาศพนั่นเอง   ไขข้อสงสัย ระหว่างคำว่า “ฌาปนกิจ” กับ “ฌาปนกิจศพ”

ของชำร่วยงานศพ ยอดนิยม

10 ของชำร่วยงานศพที่นิยมใช้มากที่สุด

ของชำร่วยงานศพ ยอดนิยม นอกจากเราจะคุ้นเคยกับของชำร่วยในพิธีมงคลสมรสแล้ว ของชำร่วยก็ยังถูกนำมาใช้แพร่หลายในงานพิธีต่างๆ อย่างเช่น งานบวช รวมไปถึงงานศพ ที่เจ้าภาพมักจะเตรียมของชำร่วยไว้แสดงความขอบคุณกับแขกที่มาร่วมงาน และเพื่อเป็นการระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับ ซึ่งการเลือกของชำร่วยในงานศพ ของชําร่วยงานฌาปนกิจ นั้น จะเน้นไปที่ของใช้ที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันเป็นหลัก เรามาดูกันดีกว่าว่า 10 ของชำร่วยงานศพที่นิยมนำมาใช้ในปัจจุบันนี้ มีอะไรบ้าง     1. ร่ม ร่มงานศพ ร่มงานฌาปนกิจ ร่มแจกงาน ถือเป็นของชำร่วยที่สามารถพบเห็นได้ในงานศพทั่วไป เพราะเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ต่อการใช้สอยในชีวิตประจำวัน อีกทั้งร่มยังเป็นเครื่องใช้ที่แสดงถึงความห่วงใยในสุขภาพของผู้ที่มาร่วมงานได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะที่จะนำมามอบให้แขก เพื่อใช้สำหรับบังแดด หรือบังฝน ในการเดินทางกลับบ้านหลังจากร่วมพิธีเสร็จแล้ว โดยสีของร่มที่เหมาะสมในการนำมาเป็นของชำร่วยงานศพนั้น ได้แก่ สีขาว, สีเหลือง, สีดำ หรือสีที่มีความสุภาพ เพื่อให้เหมาะสมสำหรับผู้ได้รับในทุกช่วงวัย 2. ยาดม ยาดมเป็นของยอดนิยมที่ถูกนำมาใช้เป็นของชำร่วยในงานศพทั้งในอดีตและปัจจุบัน เนื่องด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมาก และสามารถแจกจ่ายให้กับแขกที่มาร่วมงานได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยาดมยังสามารถพกติดตัวไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย จึงไม่เกิดความลำบากในการพกพา ซึ่งยาดมที่นำมาใช้ในงานศพนั้น มีทั้งยาดมโป๊ยเซียน, ยาดมสมุนไพร และยาดมแบบ พิมเสนน้ำ ของชำร่วย ราคาถูก, พิมเสนน้ำ หัวลูกกลิ้ง เป็นต้น

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart