Category Archives: Funeral

งานฌาปนกิจ

บทความน่าสนใจ สาระความรู้เกี่ยวกับงานฌาปนกิจ การจัดพิธีศพ งานศพของแต่ละศาสนา ความสำคัญของงานฌาปนกิจ และอื่นๆ มากมาย เช่น ของชำร่วยงานศพแบบไหนบ้างที่ได้รับความนิยมใช้งานมากที่สุด, ของชำร่วยงานศพ ควรเลือกอย่างไร ให้เหมาะสมและถูกกาลเทศะ, 8 ของชำร่วยต้องห้ามที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ, ทำไม เหตุผลอะไรที่ของชำร่วยแบบใช้งานได้จริง เป็นที่นิยมกว่าของตั้งโชว์, หรือ ของชําร่วย สําคัญอย่างไรบ้าง ทำไมพิธีต่างๆ จึงต้องมีของชำร่วยด้วยเสมอ และข้อมูลน่ารู้อื่นๆ อีกมากมาย

ของที่ระลึกงานศพ ของชำร่วยงานฌาปนกิจ https://nippangift.com/funeral-souvenirs/

การใส่บาตร กรวดน้ำ และการอุทิศบุญให้ผู้ล่วงลับ

การใส่บาตร กรวดน้ำ และการอุทิศบุญให้ผู้ล่วงลับ ทำอย่างไรให้ได้อานิสงส์สูงสุด

การอุทิศบุญให้กับผู้ล่วงลับ หรือญาติทุกคนภายในตระกูลที่จากไปแล้ว เป็นเรื่องที่คนไทยต่างก็ยึดถือและทำกันมาอย่างยาวนาน แม้จะเป็นเพียงความเชื่อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เพราะเปรียบเสมือนการได้ส่งบุญ, อาหาร และสิ่งของต่างๆ ไปสู่คนที่เรารักในอีกโลกหนึ่ง ทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุขมากขึ้น ดังนั้นถ้าคุณกำลังมองหาความรู้เกี่ยวกับการอุทิศบุญและการทำบุญให้ผู้ที่ล่วงลับอย่างถูกต้อง ข้อมูลในบทความนี้เราได้รวบรวมไว้ให้คุณได้ศึกษาทำความเข้าใจอย่างครบถ้วนแล้วค่ะ   ประวัติความเป็นมาของการอุทิศบุญให้ผู้ล่วงลับ และการกรวดน้ำ   การอุทิศบุญหรืออุทิศส่วนกุศล ถือเป็นหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนา ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าพิมพิสารที่ได้ทำการอุทิศส่วนกุศลด้วยการใช้น้ำ   เพราะในอดีตพระเจ้าพิมพิสารนับถือศาสนาพราหมณ์ที่กำหนดให้ผู้รับของต้องแบมือรับแล้วใช้น้ำรดลงบนมือ พระองค์จึงชินต่อการใช้ประเพณีของศาสนาพราหมณ์  เมื่อได้พบกับพระพุทธเจ้าและต้องทำการอุทิศส่วนกุศลจึงเลือกใช้วิธีการนี้ แต่ด้วยความที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่ยึดติดและเดินทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) พร้อมได้เห็นถึงความตั้งใจที่พระเจ้าพิมพิสารต้องการอุทิศบุญให้กับผู้ล่วงลับ จึงไม่ได้มีการห้ามแต่อย่างใด เพราะในพุทธศาสนาการอุทิศส่วนกุศลไม่จำเป็นต้องใช้น้ำแต่ใช้เป็นเพียงแค่การอธิษฐานจิตแบบสั้นๆ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถส่งบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้ ดังนั้นนั่นเอง   การอุทิศบุญของพุทธศาสนาจะเน้นเรื่องการอธิษฐานจิตและการเอ่ยชื่อของผู้รับอย่างชัดเจน  เพื่อให้ผู้ที่ถูกเอ่ยชื่อนั้นได้โมทนาบุญ ก็จะถือว่าได้รับไปโดยตรง   แต่ถ้าคุณได้ทำบุญหรือทำทานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ได้อุทิศหรือตั้งอธิษฐานจิตถึงใคร ผู้ล่วงลับที่คุณต้องการให้รับบุญ กุศล และสิ่งของต่างๆ ที่ตั้งใจอุทิศไปให้ ก็จะไม่ได้รับ รวมไปถึง     ดังนั้น การอุทิศบุญและการทำบุญใส่บาตรให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือแม้แต่การกรวดน้ำ เพื่ออุทิศทั้งบุญกุศลและสิ่งของที่ถวายพระสงฆ์ไปสู่คนที่คุณต้องการให้ด้วยการเอ่ยชื่อแบบชัดเจน   ถ้าจะให้ดีควรเอ่ยทั้งชื่อและนามสกุลครบถ้วน   แต่ถ้าต้องการให้ผู้ล่วงลับในจำนวนที่มากขึ้นและเป็นญาติในวงศ์ตระกูลเดียวกัน ควรเอ่ยถึงโดยรวมว่าเป็นญาติพี่น้องในวงศ์ตระกูลเดียวกัน สายเลือดเดียวกันทั้งหมดตั้งแต่ต้นตระกูลลงมา

งานฌาปนกิจ พิธีแบบไทย

งานฌาปนกิจคืออะไร งานศพไทย ความสำคัญของงานฌาปนกิจ พร้อมขั้นตอนการทำพิธีแบบไทย

งานศพไทย พิธีงานศพไทย เมื่อถึงจุดสิ้นสุดของวัฏจักรในการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ เมื่อร่างกายของเราไร้ลมหายใจ เมื่อสังขารถึงคราวดับขันธ์ สิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ การทำพิธีศพ ซึ่งถือเป็นความเชื่อสืบต่อจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็นหนทางในการส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่ภพภูมิที่ดี และเพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนจิตใจของผู้ที่ยังคงเวียนว่ายอยู่ในโลกปัจจุบันถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร ซึ่งอาจจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้คนรอบข้างตระหนักถึงการสะสมบุญ โดยหมั่นสร้างความดีในขณะที่ยังมีชีวิต เพื่อที่ชาติภพต่อไปจะได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์อีก ในช่วงชีวิตคนเรา มีความผูกพันกับพิธีศพอยู่หลายครั้ง เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงที่คนรอบข้างกลายเป็นใบไม้ที่ร่วงโรย เมื่อชีวิตเริ่มเติบโตและได้เห็นการล้มหายตายจากของคนที่เรารัก เมื่อนั้นก็จะเกิดความเข้าใจในสัจธรรมต่างๆ มากขึ้น มีเกิด ก็ต้องมีแก่ เมื่อมีแก่ ก็ต้องมีเจ็บและตายเป็นธรรมดาของสังขาร เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่จะต้องเผชิญหน้า และเมื่อถึงวาระที่เราต้องเผชิญ สิ่งที่เราจะได้รับจากการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ก็คือ การจัดพิธีศพเพื่อระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้จึงอยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับพิธีฌาปนกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำพิธีศพ โดยสืบทอดกันมายาวนาน ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสุดท้ายก่อนร่างกายของผู้ล่วงลับจะสูญสลายไปสู่ภพภูมิใหม่   งานฌาปนกิจ คืออะไร? หลายคนคงจะเคยได้ยินคำนี้ในพิธีศพกันมาบ่อยครั้ง แต่อาจจะยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าจริงๆ แล้ว ฌาปนกิจ คือส่วนใดในพิธีศพ และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจไปว่า ฌาปนกิจ คือการจัดพิธีศพ แต่จริงๆ แล้ว   ไขข้อสงสัย ระหว่างคำว่า “ฌาปนกิจ” กับ “ฌาปนกิจศพ” ควรใช้คำไหนกันแน่? หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่าระหว่างคำว่า “ฌาปนกิจ” กับ “ฌาปนกิจศพ”

ของไหว้วันเผา

ของไหว้วันเผา กุศลครั้งสุดท้ายแด่คนที่รัก

ของไหว้วันเผา – ความตายเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถหนีพ้นได้ ทุกคนย่อมต้องก้าวเข้าสู่ความตายสักวันหนึ่ง และวันสุดท้ายที่เราจะแสดงความอาลัยกับศพผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายตามประเพณีไทย ก็คือ วันฌาปนกิจศพหรือวันเผาศพ เพื่อส่งวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตไปสู่สรวงสวรรค์อย่างสงบ ซึ่งในวันนี้จะมีพิธีการและขั้นตอนการจัดงานอยู่หลายอย่าง รวมถึงมีสิ่งของที่ต้องจัดเตรียมเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์   ประวัติการเผาศพและความสำคัญของของไหว้วันเผา การเผาศพเริ่มต้นมาเมื่อไม่กี่พันปีก่อนหน้าเท่านั้น เพราะในอดีตเมื่อมีผู้ตายจะทำการฝังศพลงในดิน ยังไม่มีการเผาศพเช่นในปัจจุบันนี้ ซึ่งการเผาศพเริ่มต้นเมื่อประมาณพันกว่าปีก่อน โดยมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศอินเดียตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่เมื่อมีผู้ตายจะทำการเผาศพ และต่อมาได้มีการนำหลักของศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเข้าไปในพิธีการปลงศพด้วยการเผา เช่น การสวดศพ และการทำบุญถวายทาน เป็นต้น ช่วงแรกการปลงศพด้วยการเผาศพในประเทศไทย เป็นการปลงศพในกลุ่มของพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น สำหรับสามัญชนยังไม่ทำการเผาศพ แต่ยังคงทำการฝังศพตามความเชื่อดั้งเดิมที่สืบต่อกันมา โดยการฝังจะมีการใส่เครื่องใช้ เครื่องประดับหรือทรัพย์สินเงินทองใส่ลงไปในหลุมศพและฝังรวมกับผู้ตายตามฐานะของผู้ตาย ตามความเชื่อว่าให้ผู้ตายมีทรัพย์สินติดตัวเพื่อให้ใช้ในภพหน้า   แต่สำหรับการเผาถึงจะไม่มีการเผาทรัพย์สินเงินทองร่วมไปกับศพผู้ตาย ทว่าก็มีการใส่ทรัพย์สินไปในโลงศพเพื่อให้ผู้ตายได้ใช้ในภพหน้าเช่นกัน และมีการนำออกมาก่อนที่จะทำการเผา โดยทรัพย์สินดังกล่าวจะถูกนำออกมาจากโลงและนำไปทำบุญทำทานต่อไป   การปลงศพด้วยการเผา แบ่งได้กี่รูปแบบ การปลงศพด้วยการเผาศพนั้นจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วย คือ   1. แบบที่เผาภายใน 3-7 วัน การปลงศพแบบนี้จะมีการจัดงานพิธีศพหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิต และทำการปลงศพด้วยการเผาทันทีที่ทำการตั้งบำเพ็ญกุศลศพ ซึ่งการปลงศพจะทำการเผาภายใน 3-7 วัน     2. แบบที่เก็บศพไป

เผาหลอก เผาจริง ประวัติความเป็นมาและความสำคัญ

เผาหลอก เผาจริง ประวัติความเป็นมาและความสำคัญ

ปัจจุบันนี้ การเผาหลอก เผาจริง เป็นขั้นตอนพิธีศพที่นำมาปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในเมืองใหญ่และในพื้นที่ต่างจังหวัด   ทว่าหลายคนยังมีข้อสงสัยถึงการเผาหลอก เผาจริง ที่ปฏิบัติกันนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และทำไมถึงต้องมีการเผาหลอกในพิธีศพ เหตุใดจึงไม่ทำการเผาจริงหลังจากการวางดอกไม้จันทน์เสร็จสิ้นแล้ว   ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับการเผาหลอก เผาจริง ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไรและทำขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใดกัน   ประวัติของการเผาหลอก เผาจริง การเผาศพคนตายเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลมาจากทางอินเดีย ถึงแม้ว่าจะมีความนิยมในการเผาศพก็ตาม   พิธีการเผาหลอก เผาจริง ธรรมเนียมโบราณตั้งเเต่สมัย รัชกาลที่5   โดยการเผาศพเป็นความเชื่อตามหลักศาสนาพราหมณ์-พุทธ ที่เชื่อว่าการตาย หมายถึง การหลุดพ้นและการไม่มีอัตตาหรือการไม่ยึดติดกับทุกสิ่ง และเพื่อไม่ให้ดวงวิญญาณของผู้ตายเกิดการยึดติดกับร่างกายและสิ่งที่เคยมีอยู่ครั้งยังมีชีวิตอยู่ จึงต้องทำการเผาศพเพื่อไม่ให้หลงเหลือสิ่งที่จะใช้ยึดเหนี่ยว ของที่ระลึกงานศพ ดังนั้น เมื่อมีคนตายเกิดขึ้น ญาติจะทำการเผาศพของผู้ตายและนำอัฐิไปลอยแม่น้ำ (ลอยอังคาร) ซึ่งจะลอยในแม่น้ำคงคาตามความเชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถชำระล้างได้ทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่บาปกรรมที่คนผู้นั้นได้เคยกระทำไว้ครั้งยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนั้นการลอยอัฐิของผู้ตายไปตามแม่น้ำ ยังทำเพื่อให้วิญญาณของผู้ตายได้หลุดพ้น ซึ่งความเชื่อเรื่องนี้ได้แพร่เข้ามาพร้อมกับหลักศาสนาพราหมณ์-พุทธ ทำให้คนไทยเริ่มมีการเผาศพแทนการฝังศพ   ข้อมูลเพิ่มเติม ประวัติการฝังและเผาศพ   การเผาศพในสมัยก่อนยังไม่มีการสร้างเมรุแบบถาวรเหมือนในปัจจุบันนี้ หากต้องการเผาศพจะทำการสร้างเมรุลอยหรือเมรุชั่วคราว ด้วยการนำไม้มาต่อกันเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “เชิงตะกอน” ที่สามารถวางศพด้านบนและทำการเผา ซึ่งการเผาศพบนเมรุลอยจะนำศพออกจากโรงศพไปวางบนเมรุลอย

Snack box งานศพ ราคาถูก

Snack Box งานศพ ขนมงานศพ [26 บาท] ราคาถูกที่สุด อาหารว่างงานศพ เลือกอย่างไรให้ประหยัดและสมเกียรติ

อาหารจัดเลี้ยงในงานศพ ขนมงานศพ (Snack Box งานศพ)  – งานศพเป็นหนึ่งในพิธีกรรมที่อยู่คู่สังคมมาอย่างยาวนาน โดยรูปแบบของงานศพนั้นจะมีความแตกต่างไปตามศาสนาและความเชื่อของผู้ล่วงลับและญาติ ทำให้ในแง่ของวัฒนธรรม งานศพเป็นพิธีกรรมที่เป็นแหล่งรวบรวมประเพณี ความเชื่อ และจารีตของสังคมที่สืบเนื่องมาแต่โบราณกาลได้อย่างสมบูรณ์แบบ >>> คลิกสั่งซื้อ <<< ซึ่งหมายรวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานศพ ไม่ว่าจะเป็นของชำร่วยหรือของที่ระลึกในงานศพ ราคาส่ง รูปแบบของการละเล่นในงานศพเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ล่วงลับ รวมถึง อาหารงานศพ ที่แฝงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมากมาย . ด้วยเหตุนี้ Snack Box งานศพ ขนมกล่องงานศพ ขนมเบรคงานศพ ของว่างงานศพ อาหารงานศพ อาหารว่างงานศพ จัดเบรคงานศพ จึงนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะดูเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ดูไม่สลักสำคัญอะไร แต่แท้จริงแล้วในบางสังคม ที่ได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันเป็นเวลานาน   อาหารว่างงานศพ ราคาประหยัด         โทร: คลิก 082-516-5654   ชุดประหยัด 26 บาท – ราคาคุ้มค่า

ลอยอังคาร พิธีส่งดวงวิญญาณสู่สุขคติภูมิอันร่มเย็น

ลอยอังคาร พิธีส่งดวงวิญญาณสู่สุขคติภูมิอันร่มเย็น

การลอยอังคาร ถือเป็นพิธีการสุดท้ายในขั้นตอนของงานศพ ที่จัดขึ้นเพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วให้ไปสู่สัมปรายภพหรือภพภูมิที่ดี ทั้งให้ได้ สำหรับพิธีการลอยอังคารมีประวัติความเป็นมาและมีความหมายอย่างไร ตลอดจน ขั้นตอนการทำพิธีลอยอังคาร จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ   การลอยอังคาร คืออะไร (ลอยอังคาร แปลว่า)   ตามความเชื่อของคนไทยที่ว่า การนำอังคารของผู้ตายไปลอยในแม่น้ำ เป็นการส่งดวงวิญญาณของผู้ตายให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขในภพภูมิหลังความตายหรือในโลกหน้านั่นเอง   เพราะน้ำเป็นตัวแทนแห่งความเย็น ใครก็ตามที่ได้อยู่กับสายน้ำย่อมได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งคนไทยส่วนมากจะแบ่งกระดูก (อัฐิ) มาเก็บไว้ส่วนหนึ่ง และนำอังคาร (เถ้ากระดูก) ไปลอยน้ำตามความเชื่อดังกล่าวอีกส่วนหนึ่ง   “อังคาร” ในที่นี้หมายถึง เถ้าถ่านของศพที่เผาแล้ว   การลอยอังคาร ภาษาอังกฤษ คือ scattering ashes over water, scattering ashes over the sea พิธีลอยอังคาร เป็นพิธีกรรมความเชื่อตามหลักศาสนาฮินดูที่เผยแผ่เข้ามาสู่ประเทศไทย ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่เชื่อว่าแม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สามารถชำระล้างบาปให้กับผู้ที่ตายได้ ดังนั้นจึงนำร่างหรือเถ้ากระดูกของผู้ตายมาลอยในแม่น้ำคงคา เพื่อเป็นการชำระล้างบาปของผู้ตาย ทำให้ผู้ตายได้ขึ้นสวรรค์หรือไปเกิดใหม่ในที่ที่ดีกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูได้เผยแผ่เข้ามาสู่ประเทศไทย ธรรมเนียมการจัดพิธีศพและการลอยอังคารจึงเข้ามาด้วย   ประวัติการลอยอังคาร ตามประวัติศาสตร์ของไทยไม่ได้ทำการบันทึกอย่างชัดเจนว่าการลอยอังคารเริ่มขึ้นในสมัยใด

หนังสือที่ระลึกงานศพ หนังสือแห่งความอาลัยรักแด่ผู้วายชนม์

หนังสือที่ระลึกงานศพ หนังสือแห่งความอาลัยรักแด่ผู้วายชนม์

หนังสือที่ระลึกงานศพ เป็นหนังสือที่ทำแจกในงานพิธีศพที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งชื่อเรียกของหนังสืออาจเรียกขานต่างกันไป เช่น หนังสืองานศพ, หนังสือที่ระลึกงานศพ, หนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจ, หนังสืออนุสรณ์งานศพ หรือหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจ เป็นต้น แต่โดยรวมแล้วก็มีความหมายเดียวกัน คือ นั่นเอง   ประวัติความเป็นมาของหนังสือที่ระลึกงานศพ   แต่ความเป็นจริงแล้ว หนังสือนี้ได้มีการจัดพิมพ์ขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)   โดยมีการแจกหนังสือที่ระลึกงานศพในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี (พระนางเรือล่ม) และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ โสภางคทัศนิยลักษณ์ อรรควรราชกุมารี ที่จัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๓ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกงานศพแจกในงานพิธีศพ ซึ่งหนังสือที่ระลึกงานศพที่จัดพิมพ์ครั้งนี้ เป็นหนังสือ สาราทานปริยายกถามรรค ที่ประกอบไปด้วยบทสวดมนต์หลวงจำนวนความหนาประมาณ 300 หน้า โดยมีกรมพระยาดำรงราชานุภาพทำหน้าที่เป็นผู้เรียบเรียงหนังสือ และหนังสือที่ระลึกงานศพเล่มนี้ได้ทำการจารตัวอักษรลงในใบลานจำนวน 10,000 เล่ม เพื่อทำการพระราชทานแก่วัดที่อยู่ทั่วราชอาณาจักร   ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia.org   หลังจากนั้นจึงได้มีการแจกหนังสือที่ระลึกงานศพต่อมา โดยในช่วงรัชกาลที่ ๕ นี้การแจกหนังสือที่ระลึกงานศพนิยมกันอยู่ในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นสูงเท่านั้น ต่อมาในสมัยรัชการที่ ๖ การพิมพ์หนังสืองานศพได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้มีการพิมพ์หนังสือแจก เพราะเห็นว่าหนังสือนั้นมีประโยชน์ต่อทุกคนที่ได้รับ โดยหากใครต้องการที่จะจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกงานศพแล้ว

บวชหน้าไฟ คืออะไร บวชเพื่อใคร สำคัญมากแค่ไหน

บวชหน้าไฟ คืออะไร บวชเพื่อใคร สำคัญมากแค่ไหน

การบวชหน้าไฟ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของคนไทยที่ถือปฏิบัติมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีต่างๆ ทันสมัยขึ้น ประกอบกับการรับวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ เข้ามา ทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกขัดแย้งกันว่าจริงๆ แล้วการบวชหน้าไฟจำเป็นหรือไม่ ซึ่งบางคนก็มองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ แต่บางคนก็มองว่าไม่จำเป็นเลย ดังนั้นเราจะมาทำความเข้าใจกันเกี่ยวกับการบวชหน้าไฟ   บวชหน้าไฟ คืออะไร การบวชหน้าไฟ เป็นการบวชเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว โดยจะบวชตอนเช้าในวันที่มีการเผาศพนั่นเอง ซึ่งการบวชหน้าไฟ จะบวชเช้า สึกเย็น บวช 3 วัน 7 วัน หรือมากกว่านั้นก็ได้   ข้อมูลจาก Wikipedia การบวชสามเณรหน้าไฟ คือการบรรพชาสามเณรที่นิยมบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย โดยปรกติการบวชหน้าไฟมักจะบวชกันในวันเผาศพ โดยเมื่อทำพิธีฌาปนกิจเสร็จก็มักจะสึก   การบวชหน้าไฟ หากเป็นสามเณร จะนิยมเรียกว่า สามเณรหน้าไฟ หรือ เณรหน้าไฟ   บวชหน้าไฟ ขั้นตอน การบวชหน้าไฟนั้นจะทำพิธีแบบง่ายๆ ด้วยการโกนหัวและนำจีวรที่เตรียมไว้มาเข้าหาอุปัชฌาย์ (พระอุปัชฌาย์ พระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เป็นประธานและรับผิดชอบในการบรรพชาอุปสมบท) จากนั้นทำพิธีนิดหน่อยก็เสร็จสิ้นการบวชหน้าไฟแล้ว   การบวชหน้าไฟ บวชเพื่อใคร โดยส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานมาบวชหน้าไฟให้กับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรืออาจจะบวชให้กับลุงป้า

ดอกไม้จันทน์ ดอกไม้แทนความอาลัยและการขอขมาต่อผู้วายชนม์

ดอกไม้จันทน์ ดอกไม้แทนความอาลัยและการขอขมาต่อผู้วายชนม์

ทุกครั้งที่ไปร่วมงานศพ งานฌาปนกิจ สิ่งสุดท้ายที่เรากระทำให้กับผู้เสียชีวิตได้ก็คือ การวางดอกไม้จันทน์ให้กับผู้เสียชีวิต ซึ่งการวางดอกไม้จันทน์ต่อหน้าโลงศพนับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำสืบต่อกันมาแต่ช้านาน ทว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของการวางดอกไม้จันทน์ ว่าการวางดอกไม้จันทน์นั้นเป็นการแสดงความเคารพและการขอขมาต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ประวัติความเป็นมาของดอกไม้จันทน์ ไม้จันทน์ (Sandalwood) มีการเริ่มใช้ในพิธีศพมาตั้งแต่ ซึ่งในสมัยนั้นรูปแบบการใช้   โดยการใช้ต้นไม้จันทน์ในพิธีศพจะใช้ในกลุ่มพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น มิได้ใช้ในคนสามัญทั่วไป   เนื่องจากไม้จันทน์เป็นไม้หายาก มีราคาสูงและจัดเป็นไม้ชั้นสูงที่มีไว้ใช้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้า ซึ่งการใช้ไม้จันทน์ร่วมในพิธีศพจะมีการใช้ตั้งแต่นำมาทำโลงศพ ใช้เป็นเครื่องสักการะที่จุดระหว่างพิธีศพ ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเผาศพและใช้ทำโกศสำหรับบรรจุศพด้วย   ตามความเชื่อของคนโบราณ ที่กล่าวว่ากลิ่นหอมของไม้จันทน์จะช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามาทำร้ายดวงวิญญาณของผู้ตาย และความเชื่ออีกอย่างหนึ่งคือการเผาไม้จันทน์รวมกับเครื่องหอมชนิดอื่น เช่น กำยาน เป็นต้น ยังเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้า ที่จะช่วยนำทางให้กับดวงวิญญาณของคนตายได้ไปสู่สรวงสวรรค์ด้วย     ตามหลักวิทยาศาสตร์ได้มีการสันนิษฐานว่า การที่ใช้ไม้จันทน์ในพิธีศพก็เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมให้กับพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากในอดีตยังไม่มีการฉีดยาเพื่อยับยั้งการเน่าของศพ ดังนั้น ศพจึงเกิดการเน่าและส่งกลิ่นเหม็น จึงนิยมใช้ไม้จันทน์ที่มีกลิ่นหอมมาเป็นตัวช่วยในการกลบกลิ่นศพ ด้วยการทำเป็นโลงบรรจุศพ การจุดระหว่างที่ทำพิธีศพและใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาศพ เพื่อที่กลิ่นหอมของไม้จันทน์จะช่วยกลบกลิ่นเน่าของศพ ทำให้ผู้ที่ไปร่วมงานศพไม่ได้กลิ่นเหม็นของศพนั่นเอง   . จุดเริ่มต้นของการใช้ดอกไม้จันทน์ในสามัญชน การใช้ไม้จันทน์ในพิธีศพยังคงใช้กันสืบต่อในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายชั้นสูงเรื่อยมา โดยลักษณะของ ดอกไม้จันทน์เทียม จะมีลักษณะคล้ายดอกไม้ ซึ่งดอกไม้นี้ทำจากไม้จันทน์แผ่นบาง ๆ มามัดรวมกันให้เป็นช่อ เพื่อใช้ในพิธีศพแทนไม้จันทร์ที่เป็นท่อน ๆ แทน

การแจ้งเสียชีวิต การแจ้งตาย และการขอมรณบัตรอย่างถูกต้อง

ขั้นตอนการแจ้งเสียชีวิต การแจ้งตาย และการขอมรณบัตรอย่างถูกต้อง

การแจ้งเสียชีวิต – ความตาย ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนย่อมหนี้ไม่พ้นอย่างแน่แท้ เพราะชีวิตของคนเรามีเกิดย่อมมีดับเป็นของธรรมดา โดยเฉพาะความตายที่เข้ามาพรากบุคคลอันเป็นที่รักไปจากเรา มักจะทำให้รู้สึกโศกเศร้าเสียใจ และเมื่อพูดถึงวิธีการปฏิบัติในทางกฎหมายแล้วหลังจากที่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น ผู้ที่เป็นญาติหรือผู้ที่พบเห็นการเสียชีวิตของบุคคลดังกล่าวยังมีหน้าที่ที่ต้องพึงกระทำ นั่นคือ การแจ้งตายให้กับผู้เสียชีวิต (Death Registration) นั่นเอง เพราะหลังจากที่ทำ การแจ้งเสียชีวิต แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำการออกใบมรณะบัตรเพื่อยืนยันการเสียชีวิตไว้เป็นหลักฐาน สำหรับใช้ในการติดต่อกับหน่วยงานราชการต่อไป     ความหมายของมรณบัตรหรือใบมรณะ ใบมรณบัตร (Death Certificate) – ตามพจนานุกรมแปลไทยราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “มรณบัตร” ว่าเป็นหนังสือสําคัญที่นายทะเบียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับแจ้งแห่งท้องถิ่นที่มีคนตายหรือเสียชีวิต ต้องทำการออกให้เป็นหลักฐานแสดงรายการของคนตายแก่ผู้ที่ทำการแจ้ง ซึ่งเอกสารมรณบัตรที่ได้รับถือเป็นหลักฐานที่ใช้ยืนยันสถานะของตัวบุคคลดังกล่าว ว่าได้เสียชีวิตไปแล้วจริง โดยต่อไปได้   ประวัติความเป็นมาของมรณบัตร ประวัติความเป็นมาของมรณบัตร ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มต้นเมื่อใด แต่ได้ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีประราชดำริให้มีการจัดทำ บัญชีประชากร ที่อยู่ในพระราชอาณาจักรของพระองค์ทั้งหมด โดยเริ่มแรกได้มีการจัดทำประชากรที่อยู่ในเขตพระราชฐานก่อน เมื่อแล้วเสร็จจึงได้มีการสำรวจและจัดทำบัญชีประชากรในพระราชอาณาเขตทั้งหมด ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดทำบัญชีประชากรนี้ก็เพื่อใช้ในการวางแผนรักษาแผ่นดิน และเพื่อการดูแลทุกข์บำรุงสุขให้กับประชากรที่อยู่ในการปกครองของพระองค์   ด้วยเหตุนี้ จึงมีการโปรดเกล้าให้มีการใช้ตรา พ.ร.บ. สำหรับทำบัญชีราษฎรในพระราชอาณาจักร ร.ศ.128 ขึ้นมา โดยมีการกำหนดหลักที่ใช้ในการดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ออกเป็น 3

ฆ่าสุนัขฝังไปกับศพ เชื่อว่าสุนัขจะนำทางคนตายไปเมืองฟ้า

ฆ่าสุนัขฝังไปกับศพ เชื่อว่าสุนัขจะนำทางคนตายไปเมืองฟ้า

งานศพยุคแรกอุษาคเนย์ (ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้) ความเชื่อเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของหมาดำรงอยู่คู่อารยธรรมนุษย์มาอย่างยาวนานหลายพันปี หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าในอดีตมนุษย์เคารพบูชาหมาในฐานะผู้ให้กำเนิด และมีอำนาจพิเศษในการนำทางมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยเหตุนี้      หมาพาคนตายไปเมืองฟ้า ความเชื่อที่มีอยู่จริง ความเชื่อดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในประเทศไทยหลายแห่ง อาทิ การพบโครงกระดูกหมาในหลุมฝังศพคนในพื้นที่บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.สกลนคร และบ้านโนนวัด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เป็นต้น   นอกจากนั้น ยังมีการค้นพบ ภาพเขียนรูปหมาบนเพิงผาและผนังถ้ำแสดงผีขวัญบรรพชนในถ้ำหลายพื้นที่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เขาจันทน์งาม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา, ภูปลาร้า อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี และถ้ำผาลายแทง อ.ภูกระดึง จ.เลย   ทั้งนี้ ความเชื่อว่าหมาเป็นตัวกลางเชื่อมโยงโลกมนุษย์เข้ากับโลกศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏผ่านตำนานและพิธีกรรมของกลุ่มไทดำ ไทแถง ไมเมือง และจ้วง โดยเฉพาะพิธีส่งผีขวัญหรือคนตายขึ้นฟ้า ซึ่งปรากฎว่าหมาเป็นสัญลักษณ์ของพลังวิเศษที่สามารถนำทางวิญญาณของมนุษย์ไปยังภพภูมิอื่นได้     บทความ ‘บทบาทของหมาในตำนานและพิธีกรรมของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในอุษาคเนย์’ ของ รศ.ดร.ปฐม หงส์สุวรรณ ผอ. สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ม.มหาสารคาม พบว่า

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart