Category Archives: Funeral

งานฌาปนกิจ

บทความน่าสนใจ สาระความรู้เกี่ยวกับงานฌาปนกิจ การจัดพิธีศพ งานศพของแต่ละศาสนา ความสำคัญของงานฌาปนกิจ และอื่นๆ มากมาย เช่น ของชำร่วยงานศพแบบไหนบ้างที่ได้รับความนิยมใช้งานมากที่สุด, ของชำร่วยงานศพ ควรเลือกอย่างไร ให้เหมาะสมและถูกกาลเทศะ, 8 ของชำร่วยต้องห้ามที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ, ทำไม เหตุผลอะไรที่ของชำร่วยแบบใช้งานได้จริง เป็นที่นิยมกว่าของตั้งโชว์, หรือ ของชําร่วย สําคัญอย่างไรบ้าง ทำไมพิธีต่างๆ จึงต้องมีของชำร่วยด้วยเสมอ และข้อมูลน่ารู้อื่นๆ อีกมากมาย

ของที่ระลึกงานศพ ของชำร่วยงานฌาปนกิจ https://nippangift.com/funeral-souvenirs/

ของไหว้วันเผา

ของไหว้วันเผา กุศลครั้งสุดท้ายแด่คนที่รัก

ของไหว้วันเผา – ความตายเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถหนีพ้นได้ ทุกคนย่อมต้องก้าวเข้าสู่ความตายสักวันหนึ่ง และวันสุดท้ายที่เราจะแสดงความอาลัยกับศพผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายตามประเพณีไทย ก็คือ วันฌาปนกิจศพหรือวันเผาศพ เพื่อส่งวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตไปสู่สรวงสวรรค์อย่างสงบ ซึ่งในวันนี้จะมีพิธีการและขั้นตอนการจัดงานอยู่หลายอย่าง รวมถึงมีสิ่งของที่ต้องจัดเตรียมเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์   ประวัติการเผาศพและความสำคัญของของไหว้วันเผา การเผาศพเริ่มต้นมาเมื่อไม่กี่พันปีก่อนหน้าเท่านั้น เพราะในอดีตเมื่อมีผู้ตายจะทำการฝังศพลงในดิน ยังไม่มีการเผาศพเช่นในปัจจุบันนี้ ซึ่งการเผาศพเริ่มต้นเมื่อประมาณพันกว่าปีก่อน โดยมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศอินเดียตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่เมื่อมีผู้ตายจะทำการเผาศพ และต่อมาได้มีการนำหลักของศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเข้าไปในพิธีการปลงศพด้วยการเผา เช่น การสวดศพ และการทำบุญถวายทาน เป็นต้น ช่วงแรกการปลงศพด้วยการเผาศพในประเทศไทย เป็นการปลงศพในกลุ่มของพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น สำหรับสามัญชนยังไม่ทำการเผาศพ แต่ยังคงทำการฝังศพตามความเชื่อดั้งเดิมที่สืบต่อกันมา โดยการฝังจะมีการใส่เครื่องใช้ เครื่องประดับหรือทรัพย์สินเงินทองใส่ลงไปในหลุมศพและฝังรวมกับผู้ตายตามฐานะของผู้ตาย ตามความเชื่อว่าให้ผู้ตายมีทรัพย์สินติดตัวเพื่อให้ใช้ในภพหน้า   แต่สำหรับการเผาถึงจะไม่มีการเผาทรัพย์สินเงินทองร่วมไปกับศพผู้ตาย ทว่าก็มีการใส่ทรัพย์สินไปในโลงศพเพื่อให้ผู้ตายได้ใช้ในภพหน้าเช่นกัน และมีการนำออกมาก่อนที่จะทำการเผา โดยทรัพย์สินดังกล่าวจะถูกนำออกมาจากโลงและนำไปทำบุญทำทานต่อไป   การปลงศพด้วยการเผา แบ่งได้กี่รูปแบบ การปลงศพด้วยการเผาศพนั้นจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วย คือ   1. แบบที่เผาภายใน 3-7 วัน การปลงศพแบบนี้จะมีการจัดงานพิธีศพหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิต และทำการปลงศพด้วยการเผาทันทีที่ทำการตั้งบำเพ็ญกุศลศพ ซึ่งการปลงศพจะทำการเผาภายใน 3-7 วัน     2. แบบที่เก็บศพไป

พิธีเก็บกระดูก พิธีเก็บอัฐิ ขั้นตอนและความเชื่อ

พิธีเก็บกระดูก พิธีเก็บอัฐิ ขั้นตอนและความเชื่อ

พิธีเก็บกระดูก – เมื่อจบขั้นตอนการฌาปนกิจศพ ถือว่างานศพที่จัดขึ้นได้เดินทางมาถึงครึ่งทางของการส่งดวงวิญญาณของผู้ตายแล้ว และต่อจากนี้ก็มีอีก 2 พิธีที่ต้องทำให้แก่ผู้เสียชีวิต คือ การเก็บกระดูก และการลอยอังคาร โดยการเก็บกระดูกจะเป็นขั้นตอนต่อเนื่องที่เกิดขึ้นหลังจากการฌาปนกิจศพเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่ง   ประวัติพิธีการเก็บกระดูก พิธีการเก็บกระดูก (Bone collecting ceremony) – การเก็บกระดูกผู้ตายตามประวัติศาสตร์ราว 2,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ได้มีการเก็บกระดูกของผู้ตายเกิดขึ้นแล้ว โดยการเก็บกระดูกจะเกิดขึ้นในช่วงการฝังครั้งที่ 2 เพราะคนในยุคนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับคนที่เพิ่งหมดลมหายใจว่าคนเหล่านั้นยังไม่ได้ตาย แต่ว่าขวัญที่อยู่ในร่างกายนั้นหลุดออกจากร่าง ซึ่งหากสามารถทำการเรียกขวัญกลับมาเข้าร่างได้ คนผู้นั้นก็จะตื่นขึ้นมา ดังนั้น เมื่อมีผู้ที่หยุดหายใจ ญาติหรือคนใกล้ชิดจะยังไม่ทำการฝังศพในทันที แต่จะนำศพมาวางไว้ที่บ้านหรือที่โลง และทำเสียงดังมาก ๆ ด้วยการร้องหรือเล่นเครื่องดนตรีเพื่อให้เกิดเสียงดัง (เครื่องประโคม และดนตรีประโคมงานศพ) ตามความเชื่อที่ว่าเสียงดังนี้จะทำให้ขวัญหาร่างเจอและกลับเข้าร่างได้ ส่งผลให้คนที่หยุดหายใจฟื้นขึ้นมานั่นเอง ซึ่งเสียงดังที่ทำเพื่อเรียกขวัญในอดีต ก็คือ เสียงปีพาทย์หรือการรำหน้าศพในปัจจุบันนั่นเอง โดยการเรียกขวัญจะทำอย่างต่อเนื่อง 5-7 วัน แต่หากขวัญยังไม่กลับเข้าร่าง ญาติก็จะนำร่างผู้ตายไปฝังดินไว้ โดยการฝังในรอบแรกนี้จะทำการฝังอย่างน้อย 1-2 ปีขึ้นไป เพื่อให้เนื้อหนังของผู้ตายเกิดการย่อยสลายและหลุดออกจากกระดูกตามธรรมชาติ ทางญาติจึงจะทำการขุดกระดูกของผู้ตายขึ้นมาทำความสะอาด และจัดเก็บโครงกระดูกที่ยังหลงเหลือใส่ไว้ในภาชนะที่จัดเตรียมไว้ และนำไปวางรวมร่วมกับกระดูกของผู้ตายคนอื่น

การแจ้งเสียชีวิต การแจ้งตาย และการขอมรณบัตรอย่างถูกต้อง

ขั้นตอนการแจ้งเสียชีวิต การแจ้งตาย และการขอมรณบัตรอย่างถูกต้อง

การแจ้งเสียชีวิต – ความตาย ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนย่อมหนี้ไม่พ้นอย่างแน่แท้ เพราะชีวิตของคนเรามีเกิดย่อมมีดับเป็นของธรรมดา โดยเฉพาะความตายที่เข้ามาพรากบุคคลอันเป็นที่รักไปจากเรา มักจะทำให้รู้สึกโศกเศร้าเสียใจ และเมื่อพูดถึงวิธีการปฏิบัติในทางกฎหมายแล้วหลังจากที่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น ผู้ที่เป็นญาติหรือผู้ที่พบเห็นการเสียชีวิตของบุคคลดังกล่าวยังมีหน้าที่ที่ต้องพึงกระทำ นั่นคือ การแจ้งตายให้กับผู้เสียชีวิต (Death Registration) นั่นเอง เพราะหลังจากที่ทำ การแจ้งเสียชีวิต แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำการออกใบมรณะบัตรเพื่อยืนยันการเสียชีวิตไว้เป็นหลักฐาน สำหรับใช้ในการติดต่อกับหน่วยงานราชการต่อไป     ความหมายของมรณบัตรหรือใบมรณะ ใบมรณบัตร (Death Certificate) – ตามพจนานุกรมแปลไทยราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “มรณบัตร” ว่าเป็นหนังสือสําคัญที่นายทะเบียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับแจ้งแห่งท้องถิ่นที่มีคนตายหรือเสียชีวิต ต้องทำการออกให้เป็นหลักฐานแสดงรายการของคนตายแก่ผู้ที่ทำการแจ้ง ซึ่งเอกสารมรณบัตรที่ได้รับถือเป็นหลักฐานที่ใช้ยืนยันสถานะของตัวบุคคลดังกล่าว ว่าได้เสียชีวิตไปแล้วจริง โดยต่อไปได้   ประวัติความเป็นมาของมรณบัตร ประวัติความเป็นมาของมรณบัตร ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มต้นเมื่อใด แต่ได้ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีประราชดำริให้มีการจัดทำ บัญชีประชากร ที่อยู่ในพระราชอาณาจักรของพระองค์ทั้งหมด โดยเริ่มแรกได้มีการจัดทำประชากรที่อยู่ในเขตพระราชฐานก่อน เมื่อแล้วเสร็จจึงได้มีการสำรวจและจัดทำบัญชีประชากรในพระราชอาณาเขตทั้งหมด ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดทำบัญชีประชากรนี้ก็เพื่อใช้ในการวางแผนรักษาแผ่นดิน และเพื่อการดูแลทุกข์บำรุงสุขให้กับประชากรที่อยู่ในการปกครองของพระองค์   ด้วยเหตุนี้ จึงมีการโปรดเกล้าให้มีการใช้ตรา พ.ร.บ. สำหรับทำบัญชีราษฎรในพระราชอาณาจักร ร.ศ.128 ขึ้นมา โดยมีการกำหนดหลักที่ใช้ในการดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ออกเป็น 3

พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ความเป็นมาและความสำคัญ

พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ความเป็นมาและความสำคัญ

พิธีสวดศพ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า พิธีสวดอภิธรรมศพ นับว่าเป็นหนึ่งในประเพณีเก่าแก่ที่สุดในสังคมไทย และถือว่าเป็นพิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะดำเนินการพระราชทานเพลิงศพหรือฌาปนกิจต่อไปเมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรม อย่างไรก็ตาม น้อยคนจะรู้ว่าพิธีกรรมสวดศพนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร เข้ามาในประเทศไทยเมื่อใด และเหตุใดจึงต้องมีลำดับพิธีดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน บทความนี้จะพาคุณย้อนกลับไปในอดีตเพื่อสืบสาวหาที่มาของพิธีกรรมสวดศพในประเทศไทย รวมถึงตอบคำถามว่าทำไมประเพณีดังกล่าวจึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสังคมไทย   รู้จักพิธีกรรมสวดศพ งานพิธีกรรมสวดพระอภิธรรมศพในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ ไม่มีใครสามารถหลบหนีความตายได้ เมื่อถึงวัยอันสมควร ร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จะแตกดับและกลับคืนสู่ผืนดินเป็นความจริงของชีวิต การสวดอภิธรรมในงานศพนอกจากจะเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของผู้ล่วงลับแล้ว ยังเป็นการเตือนให้ผู้เข้าร่วมงานตระหนักถึงความเปราะบางและสัจธรรมแห่งชีวิต ช่วยให้ปล่อยวางและสร้างคุณค่าแห่งการดำรงอยู่ของตนเองด้วยการทำความดี และเอาใจใส่คนรอบข้างมากขึ้น เพราะในท้ายที่สุดทุกคนต้องจากโลกนี้ไป มีทรัพย์สมบัติมากมายเท่าใดก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ มีเพียงบุญกุศลและคุณประโยชน์เท่านั้นที่เหลืออยู่ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมและรำลึกถึง   การสวดพระอภิธรรมในงานศพ @ พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ ประธานสงฆ์แห่งวัดไตรสิกขาทลามลตาราม และวัดนิพเพธพลาราม ต.บ้านแพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร ถือว่าเป็นนักปราชญ์แห่งภาคอีสาน งานศพเป็นงานสั่งสอนธรรม เรื่องราวของชีวิต ที่ชัดเจน   ความเป็นมาของพิธีกรรมสวดศพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้าที่จะกลายมาเป็นพิธีสวดอภิธรรมศพที่มีรายละเอียดแบบแผนที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน พิธีกรรมศพในประเทศไทยและประเทศอื่น

เช็งเม้ง ประวัติความเป็นมา และข้อควรปฏิบัติที่ควรรู้!

เช็งเม้ง ประวัติความเป็นมา และข้อควรปฏิบัติที่ควรรู้ !

เช็งเม้ง – คนไทยเชื้อสายจีนทุกคนคงไม่มีใครไม่รู้จักเทศกาลเชงเม้ง หรือ เช็งเม้ง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่ลูกหลานจะได้มารวมตัวกันเพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ เทศกาลดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร มีความสำคัญมากเพียงใดต่อรากฐานวัฒนธรรมจีน และมีวิธีในการเซ่นไหว้อย่างไรให้ถูกหลัก วันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณได้รู้จักกับเทศกาลเช็งเม้งกันมากขึ้น ทั้งความหมาย ประวัติความเป็นมา และวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในแง่มุมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน   ความหมายของเช็งเม้ง ตามรากศัพท์ภาษาจีนแล้ว คำว่า ‘เช็งเม้ง’ หมายถึง โมงยามแห่งความรื่นเริง บันเทิงใจ และความสนุกสนาน อันกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ญาติพี่น้องภายในครอบครัวจะได้มาร่วมพบปะสังสรรค์กัน หลังจากที่แยกย้ายออกจากบ้านไปอยู่ในที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่าง เมื่อพิจารณาจากภูมิศาสตร์ของประเทศจีนที่มีความกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว เทศกาลเช็งเม้งก็มีบทบาทสำคัญในทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้ประจักษ์ว่าในจารีตประเพณีของสังคมจีนนั้น ครอบครัวและต้นตระกูลเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของชีวิต ลูกหลานที่ออกเดินทางไปแสวงโชคในมณฑลต่าง ๆ ก็จะมีโอกาสได้เดินทางกลับบ้านมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ และไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง ไม่ต่างจากในเทศกาลสงกรานต์ที่คนไทยจะยึดวันที่ 14 เมษายนของทุกปีเป็นวันครอบครัวที่ทุกคนจะกลับมารวมตัวกันเพื่อพบปะสังสรรค์ และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบในกันและกันนั่นเอง เช็งเม้ง ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Qingming Festival ออกเสียงว่า เชงเม้ง (ตามสำเนียงแต้จิ๋ว) หรือ “เฉ่งเบ๋ง” (ในสำเนียงฮกเกี้ยน)   ประวัติความเป็นมาของเทศกาลเช็งเม้ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าเทศกาลเช็งเม้งที่จัดขึ้นในประเทศจีน และประเทศที่มีประชากรเชื้อสายจีนอย่างไต้หวัน

ฮวงซุ้ย ประวัติความเป็นมา การเลือกฮวงซุ้ยให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย

ฮวงซุ้ย ประวัติความเป็นมา การเลือกฮวงซุ้ยให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย

ฮวงซุ้ย (a Chinese graveyard, a cemetery) เป็นที่พำนักแห่งสุดท้ายของผู้วายชนม์ที่มีประวัติอันยาวนานซึ่งสามารถย้อนกลับไปได้หลายพันปี โดยเฉพาะอารยธรรมจีนที่มีความเก่าแก่และได้วางรากฐานทางสังคม ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี และการปกครองสืบทอดมาจนปัจจุบัน ฮวงซุ้ยจึงมีความหมายมากกว่าสุสาน แต่เป็นดุจดั่งสถานที่หลอมรวมจิตใจของความเป็นสังคมเข้าไว้ด้วยกัน เป็นสถานที่ซึ่งบรรพชนและลูกหลานได้มารวมอยู่ด้วยกันเพื่อสะท้อนความสำคัญของสถาบันหลักของสังคม นั่นก็คือสถาบันครอบครัว ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณเดินทางย้อนกลับไปในอดีตเพื่อศึกษาความสำคัญของฮวงซุ้ย ความหมาย รูปแบบ และความเชื่อ ตลอดจนการจัดการฮวงซุ้ยในบริบทปัจจุบันแบบเจาะลึก หากพร้อมแล้ว ตามมาดูกันเลย   ความหมายของฮวงซุ้ย หากอ้างอิงความหมายจากพจนานุกรมไทย ฉบับเปลื้อง ณ นคร ฮวงซุ้ย หมายถึง สถานที่ฝังศพตามประเพณีจีน หรือสุสานของคนเชื้อสายจีนนั่นเอง ทั้งนี้ ฮวงซุ้ยอาจจะมีความแตกต่างจากสุสานตามความเชื่ออื่น ๆ ตรงที่มีการนำศาสตร์ฮวงจุ้ยเข้ามาหาตำแหน่งในการเลือกฮวงซุ้ยที่เหมาะสม โดยเฉพาะทิศทางของสายลมและแหล่งน้ำที่อยู่บริเวณโดยรอบ หลักการสำคัญในการเลือกฮวงซุ้ยที่เหมาะแก่การเป็นสถานที่พำนักแห่งสุดท้ายของบรรพชน คือ ความสดชื่น สว่างสไว โล่งโปร่งสบาย มีตำแหน่งรับลมและน้ำที่เหมาะสม ไม่ต่างจากการใช้หลักฮวงจุ้ยในการเลือกที่ดินสร้างบ้าน หรือตกแต่งภายในบ้านนั่นเอง ฮวงจุ้ย เป็นคำภาษาจีนที่คุ้นหูได้ยินกันบ่อยครั้ง ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Feng Shui   ความสำคัญของฮวงซุ้ย และประวัติความเป็นมา พิธีกรรมศพของคนต่างเชื้อชาติย่อมมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ความเชื่อ

มัสยิดกลางสงขลา หาดใหญ่

พิธีศพของศาสนาอิสลาม ความเชื่อ ข้อปฏิบัติและขั้นตอนการทำพิธีศพอย่างเรียบง่าย

หากพูดถึงเรื่องราวชีวิตหลังความตาย ในแต่ละศาสนาก็จะมาพร้อมคำสอนที่แตกต่างกันไป สำหรับศาสนาอิสลามแล้ว เรื่องของความตาย ไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตแต่อย่างใด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะก้าวไปสู่การใช้ชีวิตที่แท้จริง โดยชาวมุสลิมทั้งหลายมาพร้อมความเชื่อตามหลักคำสอนว่า เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์สละร่างกายตนไปในภพนี้ วิญญาณทุกดวงที่ล่องลอยออกจากร่างก็จะไปรวมตัวกันอยู่ในโลกที่คั่นกลางระหว่างภพนี้และภพหน้า โดยทุกชีวิตที่ได้เผชิญหน้ากับความตายจะมีโอกาสได้ฟื้นขึ้นมาเพื่อฟังคำตัดสินจากผู้กำหนดโชคชะตาว่า วิญญาณของพวกเขาจะไปลงเอยที่ใด จะใช้ชีวิตหลังโลกนี้ด้วยความสุขสบายอยู่บนสรวงวรรค์ หรือทุกข์ทรมานอย่างเจ็บปวดด้วยการลงทัณฑ์จากบาปกรรมที่ทำมา เนื่องด้วยคำสอนและความเชื่อดังกล่าวที่ชาวมุสลิม หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามยึดถือกันมาช้านาน ทำให้พิธีศพของผู้คนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาอิสลามมีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนยุ่งยากเท่าพิธีของชาวพุทธหรือชาวจีน ซึ่งการทำพิธีที่ไม่ซับซ้อนนี้ถือเป็นหนทางที่ชาวมุสลิมจะได้ใกล้ชิดกับโลกคั่นกลางมากที่สุด       ขั้นตอนการจัดพิธีศพโดยทั่วไปของคนอิสลาม โดยทั่วไปแล้วการจัดงานศพของคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น ไม่มีอะไรยุ่งยากหรือซับซ้อนแม้แต่น้อย แต่จะมีการแบ่งประเภทของศพที่นำมาทำพิธีเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ศพที่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และศพของทหารที่ตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ 1. ศพที่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ศพประเภทนี้เป็นศพที่พบเห็นโดยทั่วไป ซึ่งเป็นศพที่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง จากอุบัติเหตุหรือชราภาพตายก็ตาม ศพเหล่านี้จะต้องถูกนำร่างมาชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ติดตัวอยู่ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องรีดท้องเพื่อนำสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในออกมาด้วย จากนั้นให้ชำระล้างร่างกายภายนอกให้สะอาดเอี่ยมอ่องทั้งตัว หลังจากชำระล้างร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้นำศพมาวางไว้บนผ้าขาว 3 ชั้น โดยจัดวางมือของศพให้มือขวาทับบนมือซ้าย แล้วเริ่มห่อศพ โดยปิดผ้าให้มิดชิด ไม่ให้มีส่วนใดของร่างกายเล็ดรอดออกมา   ขั้นตอนต่อไปคือ การนำเอาศพไปบรรจุลงโลงหรือหีบห่อที่เตรียมไว้ ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐานทั่วไป แต่หากเป็นศพยากไร้ ที่ไม่มีทุนทรัพย์หรืออยู่ในที่กันดาร ก็ไม่จำเป็นต้องใช้โลงหรือหีบห่อ

จากทุ่งพระเมรุ มาเป็นสนามหลวงในปัจจุบัน

จากทุ่งพระเมรุ มาเป็นสนามหลวงในปัจจุบัน

สนามหลวง หรือที่โบราณเรียกว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ เป็นสถานที่ซึ่งใช้ประกอบราชพิธีและรัฐพิธีสำคัญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านการบูรณะและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มากมายในหลายศตวรรษที่ล่วงมา แต่สนามหลวงก็ยังเป็นสถานที่ซึ่งยึดโยงกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง ซึ่งในบทความนี้ เราจะพาคุณมาสำรวจประวัติน่ารู้เกี่ยวกับสนามหลวงที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนานหลายร้อยปี   ทุ่งพระสุเมรุในยุคอยุธยา ต้นแบบของสนามหลวงต้องสืบย้อนไปยังสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีการสร้าง ‘สนามใหญ่’ ไว้สำหรับประกอบราชพิธีสำคัญอย่างประเพณี เดือน 5 ขึ้น 5 ค่ำ หรือประเพณีสงกรานต์ในปัจจุบัน หรือกล่าวได้ว่าการสร้างสนามใหญ่ก็เป็นไปเพื่อรองรับการจัดราชพิธีสำคัญของราชสำนักในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง การนำรูปแบบสนามใหญ่กลับมาเป็นแม่แบบของสนามหลวงในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สะท้อนให้ประจักษ์ถึงความพยายามฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมและประเพณีที่สูญหายไปหลังกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 หลังการกอบกู้บ้านเมืองคืนมาได้ บรมปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรจึงพยายามนำประเพณีอันดีงามของสยามในยุคเจริญรุ่งเรืองกลับคืนมาอีกครั้ง โดยมีสนามหลวงซึ่งสร้างขึ้นระหว่างพระบรมมหาราชวัง และพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นหนึ่งในการบูรณะทางวัฒนธรรมดังกล่าว   ทุ่งพระสุเมรุในยุครัตนโกสินทร์ สนามหลวงซึ่งสร้างขึ้นโดยอิงกับสนามหน้าจักรวรรดิของกรุงศรีอยุธยานั้น มีประโยชน์ใช้สอยหลักเพื่อเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ และเจ้านายพระราชวงศ์ชั้นสูง จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘ทุ่งพระเมรุ’ ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบรมปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ มาจนถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) เป็นพระองค์ล่าสุด เว้นเพียงแต่พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ซึ่งทรงสละพระราชสมบัติแล้วเสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษ ของชําร่วยงานพระราชทานเพลิง ท้องสนามหลวง เดิมเรียกว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ ครั้นเมื่อปี

8 ของชำร่วยต้องห้าม ที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ

8 ของชำร่วยต้องห้าม ที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ

งานศพ เป็นงานพิธีที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และเพื่อให้พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ พี่น้อง เพื่อนฝูงและแขกคนสำคัญ ร่วมกันไว้อาลัยให้กับผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย การจัดงานศพจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสมตามกาลเทศะในทุกๆ ส่วน ทั้งลำดับพิธี สถานที่ ชุดแต่งกาย และการเตรียมงาน โดยเฉพาะการเลือกของชำร่วยเพื่อนำมามอบให้กับผู้ที่มาร่วมงาน ก็จำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสมกับพิธีและกาลเทศะด้วยเช่นกัน วันนี้เราจึงมีของต้องห้ามที่ไม่ควรเลือกใช้เป็นของชำร่วยในงานศพมาฝากกัน เพื่อให้เจ้าภาพสามารถเลือกของชำร่วยได้เหมาะสมมากขึ้น มีสิ่งใดที่ไม่ควรนำมาใช้บ้าง ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ ของชำร่วยงานศพ ต้องห้าม      1. สิ่งของที่แตกหักง่าย สิ่งของประเภทแก้ว คริสตัล เซรามิก ที่มีความเปราะบาง และไม่คงทน ไม่ควรนำเอามาใช้เป็นของชำร่วยในงานศพ เพราะถ้าหากแจกจ่ายอย่างไม่ระวัง หรือผู้ที่ได้รับทำหล่นร่วง ก็อาจจะทำให้เกิดการแตกหักได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้ให้และผู้รับได้ นอกจากเสี่ยงได้รับบาดเจ็บแล้ว การที่ของชำร่วยชิ้นนั้นๆ เกิดแตกหักก็ยังถือเป็นลางบอกเหตุในทางที่ไม่ดีได้เช่นกัน จึงถือว่าเป็นที่ไม่เป็นมงคลเมื่อนำมาใช้เป็นของชำร่วยในงานศพ อีกทั้งยังทำให้เกิดภาระต่อตัวผู้รับ ที่ต้องคอยเก็บรักษาของชิ้นนั้นด้วยความระมัดระวังมากขึ้นอีกด้วย   2. สิ่งของที่มีสีสันฉูดฉาด น่ารักสดใส งานศพเป็นงานที่เจ้าภาพควรเลือกประเภทของของชำร่วยให้แตกต่างจากงานอื่นๆ เนื่องจากข้อจำกัดของงานที่จะต้องมีความสำรวม สุภาพ แตกต่างจากงานมงคลอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้นของชำร่วยที่นำมาใช้กับงานศพจึงไม่ควรเป็นสิ่งของที่มีสีสันฉูดฉาด หรือสิ่งของที่มีความน่ารักสดใส เพราะเมื่อนำมามอบให้กับผู้ที่มาร่วมงานแล้ว

พวงหรีด สำคัญอย่างไร จำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่

พวงหรีด สำคัญอย่างไร จำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่

หากพูดถึงพวงหรีด ทุกคนจะต้องรู้จักแน่นอน เพราะแต่ไหนแต่ไรมา พวงหรีดมักได้รับความนิยมในการนำมาใช้เพื่อไว้อาลัยในงานศพเสมอ จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำตามกันมาจนทุกวันนี้ ซึ่งพวงหรีดนั้นมีความสำคัญอย่างไร และจำเป็นต้องใช้ในงานศพหรือไม่ นอกเหนือจากของที่ระลึกงานศพ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิง ที่จำเป็นต้องมี เราจะพาคุณไปหาคำตอบกัน   ความสำคัญของพวงหรีด จากที่เกริ่นไปบ้างแล้วว่า การนำพวงหรีดมาใช้ในงานศพนั้น ถือเป็นธรรมเนียนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยพวงหรีดนั้นเป็นคำทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ “หรีธ” (Wreath) มีความหมายว่า พวงมาลา เป็นที่รู้จักกันเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พวงหรีดเป็นอารยธรรมของชาวตะวันตกที่นำมาใช้อย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมในประเทศไทย ในสมัยก่อนนั้นพวงหรีดไม่ได้แลดูสวยหรูหรือมีราคาสูงเหมือนในปัจจุบัน จะมีเพียงก้านกิ่งไม้นำมาสานขัดกันเป็นวงกลม แล้วนำดอกไม้มาเสียบประดับ สรุปได้ว่าพวงหรีดมีความสำคัญมากทีเดียว โดยสำคัญในแง่ของความรู้สึกและสภาพจิตใจนั่นเอง เพราะการนำพวงหรีดมาใช้กับงานศพ ประวัติการฝังและเผาศพ จะแสดงได้ถึงความไว้อาลัยที่ผู้มอบพวงหรีดมีต่อผู้ที่ได้ลาลับไปแล้ว ทั้งยังช่วยคลายความโศกเศร้าได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้เมื่อลองนึกภาพดู หากงานไหนไม่มีพวงหรีด ก็คงจะดูแปลกไม่น้อยเลยทีเดียว   จำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่ แม้ว่าพวงหรีดจะสำคัญ แต่บางคนยังคงสงสัยว่าจำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่ ถ้าไม่ใช้จะเป็นอะไรหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีข้อบังคับว่าจะต้องใช้พวงหรีดในงานศพ ดังนั้นจะใช้พวงหรีดหรือไม่ใช้ก็ได้ แต่ทั้งนี้เพื่อให้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อไป และเป็นการแสดงความไว้อาลัยแด่ผู้ที่ล่วงลับ รวมถึงเพื่อความสบายใจต่อเจ้าภาพและคนที่มาร่วมงาน ก็ควรใช้พวงหรีดจะดีกว่า   พวงหรีดมีกี่ประเภท พวงหรีดมีหลายประเภท แต่ที่พบเห็นและนิยมใช้กันมากที่สุด มี 7 ประเภทดังต่อไปนี้

เครื่องประโคม และดนตรีประโคมงานศพ คืออะไร สำคัญอย่างไร

เครื่องประโคม และดนตรีประโคมงานศพ คืออะไร สำคัญอย่างไร

การเล่นเครื่องประโคมหรือดนตรีประโคมงานศพ – หนึ่งในองค์ประกอบของงานศพที่ดำรงมาอย่างยาวนานคือ การเล่นเครื่องประโคมหรือดนตรี ตลอดจนการขับร้องรำทำเพลงและการละเล่นต่าง ๆ ซึ่งมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ว่าแต่เหตุใดในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตายและการจากลา จึงมีการละเล่นรื่นเริงเสมือนหนึ่งงานสังสรรค์ บทความนี้มีคำตอบมาฝาก   การประโคมเกิดขึ้นเมื่อใด การประโคมหรือเล่นดนตรีในงานศพเป็นพิธีกรรมที่สืบย้อนกลับไปได้หลายพันปี หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเครื่องประโคมงานศพที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอายุมากกว่า 3,000 ปี ประกอบด้วย เครื่องตีและเครื่องเป่าที่ประดิษฐ์ขึ้นจากไม้เป็นหลัก ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีการใช้โลหะในการประดิษฐ์เครื่องประโคมมากยิ่งขึ้น อาทิ กลองทองมโหระทึก ฆ้อง และแคน โดยนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่ากลองทองมโหระทึกมีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของดนตรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมฆ้องที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญในวงปี่พาทย์ ในตำแหน่งประธานของวง     กลองทอง มโหระทึก เครื่องประโคมงานศพ อุษาคเนย์ 2,500 ปีมาแล้ว กลองทองมโหระทึก เป็นเครื่องประโคมทำขวัญ (เรียกขวัญ และส่งขวัญ) งานศพ ในกลุ่มชนทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว กลองทอง หรือ มโหระทึก หล่อด้วยโลหะผสม เรียกสำริด หรือ ทองสำริด อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว กลุ่มคนในตระกูลภาษาต่างๆ จึงเรียกกลองทอง (หมายถึงกลองทองสำริด)

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart