Blog

Blog

เครื่องประโคม และดนตรีประโคมงานศพ คืออะไร สำคัญอย่างไร

เครื่องประโคม และดนตรีประโคมงานศพ คืออะไร สำคัญอย่างไร

การเล่นเครื่องประโคมหรือดนตรีประโคมงานศพ – หนึ่งในองค์ประกอบของงานศพที่ดำรงมาอย่างยาวนานคือ การเล่นเครื่องประโคมหรือดนตรี ตลอดจนการขับร้องรำทำเพลงและการละเล่นต่าง ๆ ซึ่งมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ว่าแต่เหตุใดในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตายและการจากลา จึงมีการละเล่นรื่นเริงเสมือนหนึ่งงานสังสรรค์ บทความนี้มีคำตอบมาฝาก   ยาวไป เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ1 การประโคมเกิดขึ้นเมื่อใด2 การประโคมในงานอวมงคลหรืองานศพ3 รู้จักเครื่องประโคม3.1 1. ปี่พาทย์นางหงส์ 3.2 2. ปี่พาทย์ ฆ้องวง3.3 3. ปี่ กลอง 4 ความสำคัญของเครื่องประโคม การประโคมเกิดขึ้นเมื่อใด การประโคมหรือเล่นดนตรีในงานศพเป็นพิธีกรรมที่สืบย้อนกลับไปได้หลายพันปี หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเครื่องประโคมงานศพที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอายุมากกว่า 3,000 ปี ประกอบด้วย เครื่องตีและเครื่องเป่าที่ประดิษฐ์ขึ้นจากไม้เป็นหลัก ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีการใช้โลหะในการประดิษฐ์เครื่องประโคมมากยิ่งขึ้น อาทิ กลองทองมโหระทึก ฆ้อง และแคน โดยนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่ากลองทองมโหระทึกมีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของดนตรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมฆ้องที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญในวงปี่พาทย์ ในตำแหน่งประธานของวง     กลองทอง มโหระทึก เครื่องประโคมงานศพ อุษาคเนย์ 2,500 ปีมาแล้ว กลองทองมโหระทึก เป็นเครื่องประโคมทำขวัญ (เรียกขวัญ และส่งขวัญ) งานศพ

เครื่องมือเครื่องใช้ที่ถูกฝังกับศพในยุคดึกดำบรรพ์

เครื่องมือเครื่องใช้ที่ถูกฝังกับศพในยุคดึกดำบรรพ์

การฝังศพพร้อมกับภาชนะดินเผา และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ เป็นรูปแบบที่นักโบราณคดีได้ค้นพบว่ามีลักษณะร่วมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อุษาคเนย์ หรือ เอเชียอาคเนย์) มาแต่โบราณกาล ซึ่งการฝังเครื่องมือเครื่องใช้พร้อมกับศพเป็นรูปแบบพิธีกรรมปลงศพที่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า มีความเกี่ยวพันกับชีวิตหลังความตายของผู้คนในภูมิภาคดังกล่าว รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเราจะพาคุณไปหาคำตอบกันว่าเหตุใดจึงต้องมีการฝังเครื่องมือเครื่องใช้ไปพร้อมกับศพ และทำไมรูปแบบดังกล่าวจึงพบได้ทั่วไปในพื้นที่ภูมิภาคนี้   ยาวไป เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ1 พิธีกรรมการฝังศพในยุคดึกดำบรรพ์ 2 ทำไมต้องฝังเครื่องมือเครื่องใช้พร้อมกับศพ3 ประเภทเครื่องมือเครื่องใช้ที่ฝังกับศพ มีอะไรบ้าง3.1 1. เฉลว เครื่องจักรสาน 3.2 2. หม้อเขียนสีบ้านเชียง 3.3 3. หม้อบ้านเชียงไม่ได้ใช้ใส่อาหาร พิธีกรรมการฝังศพในยุคดึกดำบรรพ์ หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย มีการขุดพบข้าวของเครื่องใช้ และเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมากที่ภายในบรรจุกระดูกของผู้วายชนม์ บ่งชี้ว่าพิธีกรรมการฝังศพ (Mortuary Practice) ในภูมิภาคนี้มีลักษณะร่วมกัน นั่นคือมีรูปแบบการจัดการศพ จำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ (1)การฝังศพครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการฝังร่างของผู้ล่วงลับลงไปในดินร่วมกับข้าวของเครื่องใช้หรือไม่ก็ได้ (2)การฝังศพครั้งที่ 2 เป็นการขุดร่างที่ฝังครั้งแรกขึ้นมาเพื่อเก็บกระดูกที่หลงเหลือจากการย่อยสลายเพื่อนำไปบรรจุลงในภาชนะเครื่องปั้นดินเผา แล้วนำไปฝังดินอีกครั้ง และ (3)เมื่อพิธีการเผาศพเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกับพุทธศาสนา การเผาศพจึงเป็นรูปแบบในการจัดการศพรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งการฝังศพอีกต่อไป และพิธีกรรมดังกล่าวก็ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ประเพณีการฝังศพก็เริ่มเลือนหายไป

จากทุ่งพระเมรุ มาเป็นสนามหลวงในปัจจุบัน

จากทุ่งพระเมรุ มาเป็นสนามหลวงในปัจจุบัน

สนามหลวง หรือที่โบราณเรียกว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ เป็นสถานที่ซึ่งใช้ประกอบราชพิธีและรัฐพิธีสำคัญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านการบูรณะและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มากมายในหลายศตวรรษที่ล่วงมา แต่สนามหลวงก็ยังเป็นสถานที่ซึ่งยึดโยงกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง ซึ่งในบทความนี้ เราจะพาคุณมาสำรวจประวัติน่ารู้เกี่ยวกับสนามหลวงที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนานหลายร้อยปี   ยาวไป เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ1 ทุ่งพระสุเมรุในยุคอยุธยา2 ทุ่งพระสุเมรุในยุครัตนโกสินทร์3 การใช้งานสนามหลวง4 สนามหลวงในปัจจุบัน ทุ่งพระสุเมรุในยุคอยุธยา ต้นแบบของสนามหลวงต้องสืบย้อนไปยังสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีการสร้าง ‘สนามใหญ่’ ไว้สำหรับประกอบราชพิธีสำคัญอย่างประเพณี เดือน 5 ขึ้น 5 ค่ำ หรือประเพณีสงกรานต์ในปัจจุบัน หรือกล่าวได้ว่าการสร้างสนามใหญ่ก็เป็นไปเพื่อรองรับการจัดราชพิธีสำคัญของราชสำนักในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง การนำรูปแบบสนามใหญ่กลับมาเป็นแม่แบบของสนามหลวงในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สะท้อนให้ประจักษ์ถึงความพยายามฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมและประเพณีที่สูญหายไปหลังกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 หลังการกอบกู้บ้านเมืองคืนมาได้ บรมปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรจึงพยายามนำประเพณีอันดีงามของสยามในยุคเจริญรุ่งเรืองกลับคืนมาอีกครั้ง โดยมีสนามหลวงซึ่งสร้างขึ้นระหว่างพระบรมมหาราชวัง และพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นหนึ่งในการบูรณะทางวัฒนธรรมดังกล่าว   ทุ่งพระสุเมรุในยุครัตนโกสินทร์ สนามหลวงซึ่งสร้างขึ้นโดยอิงกับสนามหน้าจักรวรรดิของกรุงศรีอยุธยานั้น มีประโยชน์ใช้สอยหลักเพื่อเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ และเจ้านายพระราชวงศ์ชั้นสูง จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘ทุ่งพระเมรุ’ ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบรมปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ มาจนถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) เป็นพระองค์ล่าสุด เว้นเพียงแต่พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ซึ่งทรงสละพระราชสมบัติแล้วเสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษ

พิธีกรรมการเผาศพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รับมาจากอินเดีย

พิธีกรรมการเผาศพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รับมาจากอินเดีย

งานศพและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมมนุษย์มาตั้งแต่อดีตกาล แต่อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามประเพณีและความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น สำหรับพิธีกรรมการเผาศพของไทยนั้น คุณรู้หรือไม่ว่าได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมากจากวัฒนธรรมอินเดียที่เป็นอู่อารยธรรมหลายประการ ว่าแต่พิธีกรรมงานศพในบ้านเรามีที่มาที่ไปอย่างไร เราจะพาคุณไปติดตามข้อมูลซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของพิธีกรรมการเผาศพจากแดนภารตะ โดยเป็นแหล่งกำเนิดทางพระพุทธศาสนานั่นก็คือ อินเดียนั่นเอง   พิธีเผาศพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พิธีกรรมเผาศพเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่มีความสำคัญตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูในอินเดีย โดยนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพิธีเผาศพเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาเดียวกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในช่วงเวลาประมาณ พ.ศ.1000 ทั้งนี้ ในช่วงแรกพิธีเผาศพจะจำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นนำของชนเผ่าเท่านั้น โดยมีการผสมผสานกับประเพณีและจารีตดั้งเดิมของชนเผ่าเพื่อให้พิธีมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ก่อนที่ในระยะเวลาต่อมา พิธีศพจะได้รับการเผยแพร่ไปสู่ชุมชนและเข้าสู่วิถีชีวิตของชาวบ้านสามัญชนในท้ายที่สุด อย่างไรก็ตาม กระบวนการผสมผสานของพิธีศพแบบพรามหณ์ฮินดูก็ไม่ได้กลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฉับพลันทันใด หากต้องใช้เวลาในการผสมเข้ากับพิธีกรรมตามความเชื่อของศาสนาผีที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยในกรณีของพิธีกรรมเผาศพในแผ่นดินสยามนั้น ได้รับการผสมผสานระหว่างสามพื้นฐานความเชื่อ ได้แก่ ศาสนาผี, พรามหณ์ฮินดู และความเชื่อท้องถิ่นจนปรากฏออกมาเป็นพิธีกรรมเผาศพดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน   ศาสนาพุทธไทย คือศาสนาผี ปนพราหมณ์ เจือศัพท์พุทธธรรม ขอบคุณข้อมูลจาก https://medium.com/awarenet/ศาสนาพุทธไทย-คือศาสนาผี-ปนพราหมณ์-เจือศัพท์พุทธธรรม-94d5436650a2   พิธีเผาศพแบบอินเดีย พิธีกรรมเผาศพตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูนั้น จะมีจุดเด่นตรงที่ชาวฮินดูจะไม่เก็บศพไว้นาน โดยจะจัดการศพด้วยวิธีการเผาไม่นานหลังการเสียชีวิต ศพจะถูกห่อหุ้มด้วยผ้า จากนั้นจะมีการโปรยดอกไม้เพื่อคลุมศพอีกชั้นหนึ่ง เมื่อเสร็จแล้ว ญาติหรือเพื่อนฝูงของผู้ตายจะนำร่างไร้วิญญาณขึ้นวางบนแคร่แล้วแบกไปยังพื้นที่ริมแม่น้ำ จากนั้นก็จะตั้งศพลงบนฟืนที่หาได้จากบริเวณนั้น เมื่อญาติผู้ตายมาครบแล้วก็จุดไฟเผาศพจนร่างเหลือเพียงเถ้าถ่านก็จะเก็บอัฐิที่หลงเหลืออยู่ไปลอยบนแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี การนำอัฐิไปลอยในแม่น้ำนั้น เป็นส่วนที่มีความสำคัญของพิธีกรรมเผาศพตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูในอินเดีย และสามัญชนทุกครัวเรือนก็มีการปฏิบัติตามประเพณีนี้จนเป็นจารีตของสังคม จะมีกรณีงดเว้นก็แต่เมื่อพิธีถวายเพลิงพระบรมศพขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ที่บรรดากษัตริย์ผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนาปรารถนาที่จะเก็บพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในเจดีย์เพื่อบูชาสืบไป พระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าจึงมิได้ถูกนำไปลอยในแม่น้ำตามความเชื่อของชาวฮินดูแต่อย่างใด ซึ่งก็นับว่าเป็นกรณีพิเศษจริง ๆ

งันเฮือนดี งานศพยุคโบราณสุดแปลก แต่งตัวฉูดฉาด ร้องรำทำเพลงอย่างสนุก

งันเฮือนดี งานศพยุคโบราณสุดแปลก แต่งตัวฉูดฉาด ร้องรำทำเพลงอย่างสนุก

เมื่อพูดถึงงานศพ แน่นอนว่าทุกคนต้องนึกถึงการแต่งกายด้วยชุดสีดำ และบรรยากาศภายในงานที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ใครเล่าจะคิดว่าเคยมีงานศพที่มีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุก และแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดไปร่วมงานจริงไหม ซึ่งเราต้องบอกเลยว่างานศพแบบนี้เคยมีอยู่จริง โดยปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีในยุคแรก อุษาคเนย์*** นั่นเอง งานศพยุคโบราณ งานศพสมัยก่อน งานศพสมัยโบราณ    ยาวไป เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ1 งานศพยุคแรกอุษาคเนย์2 ความหมายของ งันเฮือนดี คำเรียกงานศพยุคโบราณ3 การละเล่นในงาน “งันเฮือนดี”4 ระยะเวลาการจัดงาน งันเฮือนดี5 วัดป่าโนนกุดหล่ม : อ.ราวี จารุธมฺโม – งันเฮือนดี (27-01-2559)6 ฟังลำงานดี งันเฮือนดีแบบอีสาน7 งันเฮือนดี วัดโพธิ์ศรีธาตุ อ.รัตนบุรี สุรินทร์8 การทำบุญเรือน หลังเผาหรือฝังศพ9 จากงานศพยุคแรกอุษาคเนย์ สู่ยุคปัจจุบัน งานศพยุคแรกอุษาคเนย์ งานศพยุคแรกอุษาคเนย์นั้น มีความแปลก แตกต่างจากงานศพในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยในยุคนั้นจะต้องมีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงสวมใส่เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด จนเหมือนเป็นงานรื่นเริงสังสรรค์ในยุคนี้เลยทีเดียว ทั้งยังมีการละเล่นสนุกสนานเฮฮาตามประเพณีอีกด้วย สำหรับคำเรียกงานศพในยุคนั้นก็จะเรียกกันว่า “งันเฮือนดี” นั่นเอง โดยการจัดงานศพหรืองันเฮือนดี จะกำหนดให้มีแม่งานเป็นผู้หญิงทั้งหมด และหากผู้ตายมีลูกเขย ก็จะต้องให้ลูกเขยทุกคนมาเต้นกระทบสากทุกคืนอีกด้วย

ผลงานสร้างสรรค์ที่มีต้นกำเนิดมาจากงานศพ

ผลงานสร้างสรรค์ที่มีต้นกำเนิดมาจากงานศพ

งานศพยุคแรกอุษาคเนย์ – สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านพ้นเข้ามาในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความสุข ความเศร้า ล้วนแล้วแต่เป็นแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดงานศิลปะทั้งสิ้น โดยเฉพาะงานศพที่เป็นพิธีกรรมที่ทุกคนต้องเผชิญ จึงเป็นจารีตประเพณีที่ผสมผสานไว้ด้วยแง่มุมทางปรัชญา วัฒนธรรม ความเชื่อ และงานศิลปะประเภทต่าง ๆ ที่สะท้อนห้วงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อการอำลาและเคารพในผู้ล่วงลับออกมา ด้วยเหตุนี้ งานศพจึงเป็นบ่อเกิดของผลงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นผลงานในด้านใดบ้าง เราจะพาคุณไปทำความรู้จักดังต่อไปนี้   ยาวไป เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ1 งานศพกับงานสร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้2 การละเล่นที่เกิดจากงานศพ 3 หมอลำ หมอแคน ช่างขับ การละเล่นเพื่อส่งขวัญไปสู่เมืองฟ้า4 ลิเก การละเล่นที่ถือกำเนิดครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 งานศพกับงานสร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานศพเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่ดำเนินมาตั้งแต่อารยธรรมของมนุษย์ถือกำเนิดขึ้น โดยทุกอารยธรรมล้วนแล้วแต่มีพิธีกรรมจัดการศพที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อและจารีตของท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น งานศพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการละเล่นเป็นส่วนประกอบสำคัญมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้น และได้รับการเผยแพร่เข้ามาในภูมิภาคเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน พิธีกรรมศพจึงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบตามอิทธิพลของศาสนาพรามหณ์ฮินดูที่เข้ามามีอิทธิพลในหมู่ชนชั้นนำที่นับถือศาสนาพุทธ ประจักษ์ได้ชัดจากพิธีศพที่เปลี่ยนจากการฝังดินตามความเชื่อของศาสนาผีที่ฝังรากลึกลงในวัฒนธรรมของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน มาเป็นการเผาศพตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่เข้ามาพร้อมกับพุทธศาสนาจากอินเดีย ความเปลี่ยนทางความเชื่อที่เกิดขึ้นในพิธีศพก็สะท้อนออกมาผ่านงันเฮือนดีในงานศพแบบท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นิยมการละเล่นร้องรำทำเพลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพิธีเรียกขวัญ ส่งขวัญ เพื่อคลายความเศร้าโสกให้กับญาติสนิทมิตรสหายของผู้ล่วงลับ

มีเซ็กส์หน้าศพ พิธีกรรมเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของชนเผ่าบารา

มีเซ็กส์หน้าศพ พิธีกรรมเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของชนเผ่าบารา

มีเซ็กส์หน้าศพ พิธีกรรมเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของชนเผ่าบารา – ในทางชีววิทยา การมีเพศสัมพันธ์หรือเซ็กส์เป็นกิจกรรมทางธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดขึ้นเพื่อสืบพันธุ์ และดำรงเผ่าพันธุ์มาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล โดยมักเกิดขึ้นในที่ปิดมิดชิดและเป็นส่วนตัวเช่นภายในที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ในบางอารยธรรม เซ็กส์อาจเป็นกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายมากกว่าการสืบพันธุ์ ดังในกรณีชนเผ่าบารา (Bara) ที่การมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างพิธีศพเพื่อรักษาสมดุลของครอบครัว และสมาชิกชุมชน ในลักษณะของการสร้างใหม่เพื่อทดแทนสิ่งเก่าที่ตายไปนั่นเอง   รู้จักชนเผ่าบารา (Bara) ชนเผ่าบารา (Bara) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณตอนใต้ของเกาะมาดากัสการ์ ปัจจุบันเชื่อว่ามีจำนวนประชากรประมาณ 500,000 คน นักมานุษยวิทยาพบว่าสังคมของชนเผ่าบาราให้ความสำคัญกับผู้ชายสูง โดยเป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) และสามารถมีภริยาได้หลายคน (Polygamy) ทั้งนี้แม้ว่าชาวบาราจำนวนมากจะนับถือศาสนาคริสต์เนื่องจากการเข้าไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของมิชชันนารีหลายร้อยปีก่อน แต่ประชากรส่วนใหญ่ก็ยังนับถือศาสนาผีหรือความเชื่อประจำเผ่าของตนเอง ซึ่งทำให้ประเพณีและพิธีกรรมบางอย่างยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งการร่วมเพศกันในพิธีศพอันเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ตาย และรักษาสมดุลของชนเผ่าให้รอดพ้นจากการขาดแคลนประชากร และคงอยู่ตลอดไป เซ็กส์หน้าศพของชนเผ่าบารา ในพิธีศพของชนเผ่าบารานั้น สมาชิกในครอบครัวของผู้ตายจะต้องเสิร์ฟเหล้าให้กับทุกคนดื่ม กระทั่งสมาชิกทุกคนเข้าสู่ภาวะเมามายขาดสติ ความสามารถในการตัดสินทางศีลธรรมลดลง พิธีกรรมเซ็กส์หน้าศพจึงจะเริ่มต้นขึ้น โดยญาติพี่น้องทุกคนจะต้องมีเพศสัมพันธ์กันกับสมาชิกภายในครอบครัว (Incest) อันเป็นกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของจารีตและประเพณีของชนเผ่า ไม่มีใครสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนั้น ยังมีบทลงโทษสำหรับคนที่ขัดขืนไม่ยอมเข้าร่วมพิธีกรรมดังกล่าวด้วยการถูกบังคับให้ต้องเสียวัวจำนวนหนึ่งตัวอย่างไม่มีทางเลือก โดยหลังจากพิธีกรรมเซ็กส์หน้าศพสิ้นสุดลง และได้มีการตั้งศพไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งกระทั่งศพเริ่มเน่าเปื่อย สมาชิกเพศชายในครอบครัวก็จะช่วยกันแบกโลงที่บรรจุศพผู้ตายไว้เพื่อนำไปฝังในสุสาน โดยระหว่างทางเด็กหญิงในครอบครัวก็จะทำทีเข้ามาขัดขวาง แต่บรรดาผู้แบกโลงก็จะฝ่าฟันไปกระทั่งสามารถนำศพไปไว้ในถ้ำสุสานได้เป็นผลสำเร็จ พิธีกรรมดังกล่าวมีนัยนะในเชิงของการเปลี่ยนผ่าน จากความตายหรือจุดสิ้นสุดของหนึ่งชีวิตไปสู่การเกิดใหม่ของอีกชีวิตหนึ่ง นักมานุษยวิทยาอธิบายในเชิงสัญญะได้ว่าในทัศนะของชนเผ่าบารา

ฆ่าสุนัขฝังไปกับศพ เชื่อว่าสุนัขจะนำทางคนตายไปเมืองฟ้า

ฆ่าสุนัขฝังไปกับศพ เชื่อว่าสุนัขจะนำทางคนตายไปเมืองฟ้า

งานศพยุคแรกอุษาคเนย์ (ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้) ความเชื่อเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของหมาดำรงอยู่คู่อารยธรรมนุษย์มาอย่างยาวนานหลายพันปี หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าในอดีตมนุษย์เคารพบูชาหมาในฐานะผู้ให้กำเนิด และมีอำนาจพิเศษในการนำทางมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ ในอดีตจึงเชื่อกันว่าเมื่อมนุษย์สิ้นลม การฆ่าหมาแล้วฝังไปกับศพจะช่วยให้วิญญาณหมาสามารถนำทางคนตายไปยังเมืองฟ้าหรือสวรรค์ได้อย่างแคล้วคลาดปลอดภัย     หมาพาคนตายไปเมืองฟ้า ความเชื่อที่มีอยู่จริง ความเชื่อดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในประเทศไทยหลายแห่ง อาทิ การพบโครงกระดูกหมาในหลุมฝังศพคนในพื้นที่บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.สกลนคร และบ้านโนนวัด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีการค้นพบภาพเขียนรูปหมาบนเพิงผาและผนังถ้ำแสดงผีขวัญบรรพชนในถ้ำหลายพื้นที่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เขาจันทน์งาม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา, ภูปลาร้า อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี และถ้ำผาลายแทง อ.ภูกระดึง จ.เลย ทั้งนี้ ความเชื่อว่าหมาเป็นตัวกลางเชื่อมโยงโลกมนุษย์เข้ากับโลกศักดิ์สิทธิ์ปรากฏผ่านตำนานและพิธีกรรมของกลุ่มไทดำ ไทแถง ไมเมือง และจ้วง โดยเฉพาะพิธีส่งผีขวัญหรือคนตายขึ้นฟ้า ซึ่งปรากฎว่าหมาเป็นสัญลักษณ์ของพลังวิเศษที่สามารถนำทางวิญญาณของมนุษย์ไปยังภพภูมิอื่นได้     บทความ ‘บทบาทของหมาในตำนานและพิธีกรรมของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในอุษาคเนย์’ ของ รศ.ดร.ปฐม หงส์สุวรรณ ผอ. สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ม.มหาสารคาม พบว่าบทบาทของหมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความใกล้ชิดอย่างมากกับวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนี้ เพราะนอกจากหมาจะเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์หรือที่บางความเชื่อเสนอว่าหมาเป็นผู้ให้ข้าวให้น้ำแก่มนุษย์ หรือชาติพันธุ์มอญและเขมรเชื่อว่าหมาเป็นผู้นำพันธุ์ข้าวจากสวรรค์มาประทานแก่มวลมนุษย์นั้น

ขวัญคืออะไร มาจากไหน และความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณที่ควรรู้

ขวัญคืออะไร มาจากไหน และความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณที่ควรรู้

ขวัญของคน เป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีความเชื่อเรื่องขวัญอยู่บ้าง โดยจะเห็นได้จากความเชื่อเรื่องขวัญบนหัวนั่นเอง โดยขวัญคืออะไร มาจากไหน และมีความเชื่อเกี่ยวกับขวัญและวิญญาณอย่างไร เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจกัน   ยาวไป เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ1 ขวัญ คืออะไร?2 ขวัญมาจากที่ใด3 ความเชื่อเกี่ยวกับขวัญและวิญญาณ4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับขวัญบนหัว5 เครื่องมือเครื่องใช้โบราณ ที่ทำลวดลายแบบก้นหอย5.1 1. เฉลว เครื่องจักรสาน5.2 2. กลองทอง (มโหระทึก)5.3 3. หม้อบ้านเชียง ขวัญ คืออะไร? ตามความเชื่อของคนโบราณในอุษาคเนย์ เชื่อกันว่าขวัญก็คือผีชนิดหนึ่ง ที่จะสิงสู่อยู่กับร่างกายของคน มีลักษณะพิเศษคือจับต้องไม่ได้ และมองไม่เห็น แต่มีความเป็นเอกเทศ นั่นหมายความว่าขวัญอาจหนีหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ หรือบางครั้งอาจไปเที่ยวเล่นและหลงทางจนหาทางกลับสู่ร่างไม่ได้ก็มี โดยเมื่อคนมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย หรือตาย ก็จะเชื่อกันว่าเป็นเพราะขวัญหายนั่นเอง และนอกจากขวัญของคนแล้ว ก็ยังเชื่อว่ามีขวัญอื่นๆ อีกด้วย เช่น ขวัญสัตว์ ขวัญอาคารสถานที่ และขวัญสิ่งของเครื่องใช้ เป็นต้น   ขวัญมาจากที่ใด ไม่มีใครรู้ว่าขวัญมาจากที่ใด แต่เชื่อว่าขวัญอยู่กับคนมานานแล้ว และกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งบางกลุ่มชนก็เชื่อว่าคนเรามีขวัญทั้งหมด

ความเชื่อสมัยโบราณ คนตายขวัญหาย ต้องเรียกขวัญ

ความเชื่อสมัยโบราณ คนตายขวัญหาย ต้องเรียกขวัญ

“คนตายขวัญหาย ต้องเรียกขวัญ” เป็นความเชื่อสมัยโบราณ ที่ก่อให้เกิดพิธีการจัดงานศพแบบยุคแรกอุษาคเนย์ขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันการจัดงานศพแบบนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว เพราะด้วยวิทยาศาสตร์และความทันสมัยของเทคโนโลยี ทำให้ความเชื่อดังกล่าวลดน้อยลงไป ประกอบกับมีการนำเอาวัฒนธรรมของชาติตะวันตกเข้ามา จึงทำให้งานศพในปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปจากยุคโบราณอย่างสิ้นเชิง โดยความเชื่อเรื่องคนตายขวัญหายเป็นอย่างไร เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจกัน   ยาวไป เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ1 คนตายเพราะขวัญหาย2 พิธีทำขวัญ เรียกขวัญของคนตาย3 พิธีส่งขวัญ ส่งวิญญาณขึ้นเมืองฟ้า4 การฝังศพ หลังเสร็จสิ้นพิธีส่งขวัญ4.1 1. การฝังศพครั้งแรก 4.2 2. การฝังศพครั้งที่สอง5 ขุดค้นพบโครงกระดูกหัวหน้าเผ่าพันธุ์ คนตายเพราะขวัญหาย สมัยโบราณมีความเชื่อกันว่า คนตาย เกิดจากการที่ขวัญหาย หรือขวัญออกจากร่างและกลับเข้าร่างไม่ถูก หรืออาจไปอยู่ที่ไหนสักแห่งและกำลังหาหนทางเพื่อกลับเข้าสู่ร่างของตน ดังนั้นคนโบราณจึงคิดพิธีกรรมการเรียกขวัญขึ้นมา เพื่อชักนำให้ขวัญกลับคืนสู่ร่างของคนตายและฟื้นขึ้นมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่ถ้าหลายวันแล้วคนตายยังไม่ฟื้น ก็จะทำพิธีการฝังศพต่อไป เพื่อเป็นการส่งให้ขวัญของคนตายไปสู่ภพภูมิที่ดี หรือที่เรียกกันว่าเมืองฟ้านั่นเอง นิพพานกิฟ ของชำร่วยงานศพ ราคาถูก   พิธีทำขวัญ เรียกขวัญของคนตาย พิธีเรียกขวัญคนตาย จะทำขึ้นหลังจากมีคนตาย โดยเชื่อว่าถ้าทำพิธีเรียกขวัญแล้ว จะทำให้ขวัญของคนตายที่หายไป กลับมาเข้าร่างได้ถูก โดยการเรียกขวัญจะมีผู้หญิงเป็นแม่งานทั้งหมด และคนที่มาร่วมพิธีจะต้องแต่งตัวด้วยสีสันฉูดฉาด รวมถึงมีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุก โดยจะไม่มีการแต่งกายด้วยชุดสีดำและแสดงความโศกเศร้าเหมือนในยุคปัจจุบันแต่อย่างใด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเหมือนกับงานเฉลิมฉลอง

ประวัติการฝังและเผาศพ ในยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน

ประวัติการฝังและเผาศพ ในยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน

รู้ไหมว่าการฝังศพตั้งแต่ยุคเริ่มแรก จนถึงปัจจุบันนั้น มีการวิวัฒนาการมาแล้วหลากหลายวิธี ซึ่งในแต่ละยุคก็จะมีความแตกต่างกันไป ตามความเชื่อและวัฒนธรรมที่รับเอามาจากชาติอื่นในยุคนั้นๆ ด้วย โดยเราก็จะพาคุณไปดูกันว่า การฝังและเผาศพตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาจนถึงทุกวันนี้เป็นอย่างไร ยาวไป เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ1 การฝังศพในยุคแรก เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว2 ฝังศพครั้งที่สอง ต้นเค้าโกศ ในยุค 2,500 ปี3 เริ่มต้นเผาศพแบบอินเดีย ในยุค 1,500 ปี4 สร้างเมรุเผาศพ เลียนแบบนครวัต เมื่อ 400 ปีมาแล้ว5 เริ่มมีเมรุในวัดทั่วไป เมื่อ 200 ปี6 การฝังศพและเผาศพในยุคปัจจุบัน7 ของที่ระลึกงานศพ การฝังศพในยุคแรก เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว เป็นยุคที่เริ่มมีการฝังศพคนตายเป็นครั้งแรก โดยยุคนั้นยังไม่มีการเผาศพเกิดขึ้น ซึ่งการฝังศพก็จะฝังไว้ที่บริเวณใต้ถุนเรือนของคนตายนั่นเอง หรือบางแห่งก็อาจจะฝังไว้ตรงลานกลางบ้าน โดยจะมีการจัดท่าทางของศพให้นอนราบเหยียดยาวไปบนพื้น ไม่งอเข่า แต่ทั้งนี้การฝังศพคนตายในยุค 5,000 ปีมาแล้ว จะทำเฉพาะกลุ่มคนที่มีอำนาจ มีบริวาร หรือเป็นกลุ่มคนชั้นนำเท่านั้น ส่วนสามัญชนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการฝังศพได้ เพราะเชื่อกันว่าพิธีกรรมนี้จะต้องทำในกลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart