วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ความสำคัญแห่งศาสนสถานคู่เมืองไทย

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร

วัดระฆัง – เมื่อกล่าวถึงวัดที่เป็นที่รู้จักกันดี และมีความศักดิ์สิทธิ์ในกรุงเทพมหานครแล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง “ วัดระฆังโฆสิตาราม ” เป็นแน่

เพราะเป็นวัดที่มีเกจิดังอย่าง หลวงปู่โต  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)  เคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส โดยที่วัดแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาและความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมาก

ซึ่งวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร อย่างละเอียด ดังนี้  

นิพพานกิฟ ร้านของชำร่วย พระราม2 ของชำร่วยงานศพ ราคาส่ง อาหารว่างงานศพ ของชําร่วยงานฌาปนกิจ ของชำร่วย พิมเสนน้ำ สเปรย์แอลกอฮอล์ พกพา จัดส่งรวดเร็ว ส่งด่วน ส่งไว ราคาถูก

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร

ประวัติวัดระฆังโฆสิตาราม

วัดระฆังโฆสิตาราม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เลขที่ 250 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

วัดระฆัง
วัดระฆัง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก travel.Trueid.net

 

เป็นวัดที่คนไทยและต่างประเทศรู้จักกันเป็นอย่างดี วัดนี้แต่เดิมมีชื่อว่า “ วัดบางหว้าใหญ่ ” ที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา และหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงกู้อิสรภาพของไทย และได้ทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ของไทยขึ้น

โดยพระราชทานนามราชธานีแห่งนี้ว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” ในปี พ.ศ. 2310 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับวัดบางหว้าใหญ่

 

.

ต่อมาในปี พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเป็นผู้มีพระทัยใฝ่ในพระพุทธศาสนา จึงมีได้พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ และทำการยกวัดบางหว้าใหญ่ที่เป็นวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวงในปีนั้น

 

และยังทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำการรวบรวมและชำระพระไตรปิฎกในกรุงธนบุรีเสียใหม่ เนื่องจากในขณะที่พม่าได้ยกทัพเข้ามีตีอยุธยานั้น ได้มีการเผาทำลายพระไตรปิฎกไปจนหมดสิ้น

จึงทรงมีพระราชคำสั่งโปรดเกล้าฯ ให้ทำการอัญเชิญพระไตรปิฎกมาจากเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งในขณะนั้นพระไตรปิฎกยังมีบริบูรณ์อยู่ เนื่องจากพม่ายังบุกไม่ถึงนั่นเอง

พร้อมกันนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จำเป็นต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทำสงครามที่เมืองนครศรีธรรมราชในช่วงเวลานั้นพอดี

และหลังจากที่จบศึก พระองค์ได้ทรงพบกับพระอาจารย์สี พระองค์ทรงรู้จักดี ซึ่งเป็นพระที่แตกฉานในพระไตรปิฎกและผู้ทรงคุณทางวิปัสสนาธุระ ที่เคยจำพรรษาอยู่ที่วัดพนัญเชิง

 

วัดระฆังโฆสิตาราม
วัดระฆังโฆสิตาราม – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Palanla.com

 

ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทำการรวบรวมพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชจนครบ จึงได้ทำการอาราธนาพระอาจารย์สีกลับมายังกรุงธนบุรี พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัด วัดบางหว้าใหญ่ และตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชในสมัยของพระองค์ด้วย

 

หลังจากที่กลับมาจากที่ทำการรวบรวมพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชกลับมาถึงกรุงธนบุรี พระองค์ได้มีพระราชดำรัสสั่งให้ทำการประชุมพระเถรานุเถระ (พระเถระผู้ใหญ่และพระเถระผู้น้อย) ที่วัดบางหว้าใหญ่ โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นประธาน เพื่อทำการสอบทานพระไตรปิฎกและทำการสังคายนาพระไตรปิฎก

ต่อมาในปี พ.ศ. 2325 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ได้ทำการย้ายเมืองหลวงมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพระราชทานนามว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ”

ได้ทรงทำการอาราธนาสมเด็จพระสังฆราช (สี) กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางหว้าใหญ่อีกครั้ง จึงทำให้ สมเด็จพระสังฆราช (สี) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกของกรุงเทพมหานคร  และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี (สา) ได้ทรงทำการอุปถัมภ์วัดบางหว้าใหญ่

นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกยังได้ทรงทำการ ***จารจารึกพระไตรปิฎกลงในใบลานเป็นอักษรขอม และทำการแจกไปยังพระอารามหลวงทุกแห่งทั่วราชอาณาจักร และยังทรงมีพระราชดำริว่าให้มีการชำระพระไตรปิฎกอีกครั้ง

***จาร แปลว่า ใช้เหล็กแหลมเขียนลงบนใบลานหรือศิลา ให้เป็นตัวหนังสือ

 

โดยกล่าวว่า “มูลฐานแห่งพระพุทธศาสนาคือพระไตรปิฎก ควรจะได้ชำระสอบทานเสียใหม่ อย่าให้อักขระพยัญชนะวิปลาสคลาดเคลื่อน ถ้าทิ้งไว้นานไปเบื้องหน้า สิ้นพระเถรานุเถระเหล่านี้แล้วพระไตรปิฎกจะวิปลาส การพระศาสนาจะเสื่อมโทรม”

 

โดยในปี พ.ศ.2331 พระองค์ได้ทรงอาราธนาพระสงฆ์การกะ มีสมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นประธานในการประชุมพระภิกษุที่แตกฉานพระไตรปิฎกจำนวน 18 รูป ราชบัณฑิตจำนวน 32 ท่าน ในการทำสังคายนาพระไตรปิฎก ที่วัดนิพพานาราม ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระศรีสรรเพชญดาราม หรือ วัดมหาธาตุ ในปัจจุบัน

โดยใช้เวลาในการสังคายนาทั้งสิ้น 5 เดือนจึงแล้วเสร็จ

พร้อมกันนั้นพระองค์ได้ทรงให้มีการนำระฆังที่ขุดพบได้ในวัดบางหว้าใหญ่ ซึ่งเป็นระฆังที่มีเสียงดังไพเราะยิ่งนัก โดยให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และให้ทำการสร้างสระน้ำในบริเวณที่ทำการขุดเจอระฆังใบนี้

 

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Palanla.com

 

อีกทั้งยังทรงให้นำพระตำหนักและหอประทับนั่ง ที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงรื้อ ไปไว้ที่วัดบางหว้าใหญ่ ให้มีการปฏิสังขรณ์ให้มีความแข็งแรงและสวยงาม และนำมาสร้างไว้กลางสระน้ำ ในลักษณะเรือน 3 หลังแฝด

หอด้านใต้ลักษณะเป็นหอนอน หอกลางเป็นห้องโถง หลังคามุงกระเบื้อง ชายคาเป็นรูปเทพพนมเรียงเป็นแถว ฝาขัดเป็นกระดานไม้สัก พื้นเป็นแผ่นกระดานไม้สักเลียบฝา บานประตูด้านใต้เขียนลายรดน้ำ บานประตูหอกลางแกะลายกนกวายุภักษ์

ซึ่งประกอบด้วย กนกเครือเถา บานซุ้มประตูด้านนอกชานแกะลายมังกรลายกนกดอกไม้ ภายนอกติดคันทวย ภายในอาคารมีการเขียนรูปภาพต่าง ๆ

และการสร้างตู้สำหรับใส่พระไตรปิฎกขนาดใหญ่ที่มีการตกแต่งด้วยลายรดน้ำจำนวน 2 ตู้ ตั้งประดิษฐานไว้ที่หอด้านเหนือ 1 ตู้ และที่หอด้านใต้ 1 ตู้ ซึ่งลวดลายรดน้ำที่ใช้ตกแต่งตู้เป็นฝีมือการวาดของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ในขณะนั้นทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร

หลังจากที่มีการสร้างหอพระไตรปิฎกเสร็จแล้ว ได้ทรงมีการจัดพิธีฉลองหอพระไตรปิฎก และมีการปลูกต้นจันทน์ไว้รอบหอ พร้อมทั้งได้พระราชทานชื่อหอพระไตรปิฎกนี้ว่า “ตำหนักจันทน์

 

และทรงสร้างหอระฆังจตุรมุขพร้อมทั้งระฆังจำนวน 5 ลูกให้กับทางวัด เพื่อทดแทนระฆังที่นำไปไว้ยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำให้คนทั่วไปเรียกวัดนี้ว่า “วัดระฆัง

 

 ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนชื่อในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ว่าคนทั่วไปก็ไม่คุ้นชิน และยังคงเรียกชื่อวัดระฆังเหมือนเดิม จึงทำการเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อวัดระฆังเช่นเดิม 

 

วัดระฆังโฆสิตาราม ภาษาอังกฤษ คือ Wat Rakhang Khositaram Woramahawiharn

 

วัดระฆัง หลวงพ่อโต
วัดระฆัง หลวงพ่อโต – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Blockdit.com

.

เมื่อเอ่ยถึง วัดระฆังโฆสิตาราม ก็จะต้องระลึกถึง หลวงปู่โต พรหมรังสี  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)  สุดยอดเกจิอาจารย์ที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างยิ่งยวด และ พระคาถาชินบัญชร ซึ่งเป็นพระคาถาสำคัญตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นโดยสมเด็จโต

สมเด็จโต พระคาถาชินบัญชร
สมเด็จโต พระคาถาชินบัญชร – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Papaiwat.com

 

หลวงปู่โต พรหมรังสี วัดระฆัง
หลวงปู่โต พรหมรังสี วัดระฆัง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Papaiwat.com

.

ศาสนสถาน เสนาสนะวัตถุ และปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัดระฆังโฆสิตาราม

 

วัดระฆังโฆสิตาราม นับว่าเป็นวัดที่เก่าแก่และมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในประเทศอย่างเหนี่ยวแน่น เพราะที่นี่เป็นที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์

 

ซึ่งที่วัดแห่งนี้มีศาสนสถาน เสนาสนะวัตถุและปูชนียวัตถุที่สำคัญหลายแห่ง ดังนี้

 

1. พระปรางค์ วัดระฆัง

พระปรางค์ วัดระฆัง – ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ กับสมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่ (สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระยาเทพสุดาวดี พระนามเดิม สา) ทั้งสองพระองค์มีพระราชศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาจึงได้ทำการสร้างพระปรางค์เพื่อเป็นพุทธบูชา

พระปรางค์ วัดระฆัง
พระปรางค์ วัดระฆัง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Papaiwat.com

 

โดยทำการสร้างพระปรางค์ตั้งไว้ที่บริเวณด้านหน้าพระวิหาร ซึ่งพระปรางค์เป็นสถาปัตยกรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นับว่าเป็นพระปรางค์ที่มีรูปทรงที่งดงามและถูกต้องตามแบบพระปรางค์ในสมัยนั้น ซึ่งรูปแบบของพระปรางค์องค์นี้ถือเป็นต้นแบบของพระปรางค์ในยุคต่อมาก็ว่าได้

 

2. พระเจดีย์สามองค์ วัดระฆัง

พระเจดีย์ 3 องค์ที่อยู่ในวัดระฆังโฆสิตาราม เจดีย์ตั้งอยู่ในทิศเหนือของพระอุโบสถหลังปัจจุบัน สร้างโดยเจ้านายของวังหลังจำนวน 3 พระองค์ คือ

กรมหมื่นนราเทเวศร์ (พระองค์เจ้าชายปาล ต้นสกุล ปาลกะวงศ์)

กรมหมื่นนเรศร์โยธี (พระองค์เจ้าชายบัว) และ

กรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ (พระองค์เจ้าชายแดง ต้นสกุล เสนีวงศ์)

เป็นการสร้างเพื่อสักการะบูชาพระพุทธศาสนา และโดยเสด็จพระราชกุศลในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยทำการสร้างในวาระที่มีการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุดเสียหาย

เนื่องจากการเกิดไฟไหม้ เจดีย์ทั้ง 3 องค์มีลักษณะย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ รูปทรงจอมแห ลักษณะทรวดทรงมีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีการย่อขนาดให้เล็กลง แต่ยังคงความสมบูรณ์ของส่วนประกอบไว้ได้อย่างครบถ้วน

 

3. พระอุโบสถ วัดระฆัง

วัดระฆังโฆสิตาราม พระอุโบสถ – พระอุโบสถมีรูปทรงแบบสมัยรัชกาลที่ 1 หลังคามีลักษณะลดระดับ 3 ชั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์และคันทวยสลักเสลาอย่างสวยงาม

ที่มุขด้านหน้าและด้านหลังมีการทำปีกนกปกคลุมมุข ไขราหน้าจั่วหรือหน้าบัน มีการจำหลักลายพระนารายณ์ทรงครุฑและประดับลายกนกปิดทองด้วยช่างผู้ชำนาญงาน

พระอุโบสถวัดระฆัง
พระอุโบสถวัดระฆัง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Thai.Tourismthailand.org

 

ทำให้ผลงานที่ออกมามีความประณีต อุโบสถมีช่องหน้าต่างจำนวน 2 ช่อง แผงแรคอจำนวนสองที่บริเวณเหนือประตู หน้าต่างที่อยู่รอบพระอุโบสถมีการติดกระจังปูนปั้นปิดทอง

โดยการทำเป็นรูปซุ้มบริเวณด้านบน ด้านนอกของบานประตูหน้าต่างมีการเขียนลวดลายรดน้ำปิดทองและมีรูประฆังที่เป็นสัญลักษณ์ของทางวัด ภายในอุโบสถมีภาพที่เขียนในปี พ.ศ.2465 โดย พระวรรณวาดวิจิตร (ทอง จารุวิจิตร) จิตรกรเอกในครั้งมีการบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งที่ประตูด้านในอุโบสถมีภาพเขียนสีรูปทวารบาลยืนแท่น

ภายในอุโบสถมีการเขียนภาพบนผนังโดยรอบ ซึ่งเป็นการเขียนเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าทำการแสดงยมกปาฏิหาริย์ก่อนเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ ณ ชั้นดาวดึงส์

และภาพตอนที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่บริเวณด้านหลังพระประธานมีการเขียนภาพพระมาลัย ในขณะที่ทำการขึ้นไปนมัสการพระมหาจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนด้านล่างมีการเขียนภาพสัตว์นรกที่อิริยาบถต่างๆ ด้านบนเขียนภาพเทพชุมนุม ด้านล่างเขียนภาพทศชาติ ภาพที่เขียนบนฝาผนังอุโบสถทุกภาพล้วนมีความอ่อนช้อยและงดงามมาก แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างในสมัยนั้นว่ามีความประณีตละเอียดอ่อน

 

4. ต้นโพธิ์ลังกา

ต้นโพธิ์ ถือเป็นต้นไม้ที่สำคัญของพระพุทธศาสนา  โดยต้นโพธิ์ที่วัดระฆังโฆสิตารามเป็นต้นโพธิ์พันธุ์ที่นำมาจากประเทศลังกา  ทำการปลูกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงได้รับและนำมาปลูกไว้ในวัดระฆังโฆสิตารามด้วยพระองค์เอง

นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงพระราชทานต้นโพธิ์ที่ได้มาให้นำไปปลูกตามพระอารามหลวงอีกด้วย ต้นโพธิ์ต้นนี้จึงแสดงถึงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีอยู่อย่างเปี่ยมล้น

 

5. ตำหนักแดง วัดระฆัง

ตำหนักแดง วัดระฆังโฆษิตาราม – เป็นเรือนไม้ที่กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขทรงยกถวายวัดระฆังโฆสิตาราม ฝาไม้ของตัวเรือนเป็นไม้สัก จุดประสงค์ในการสร้างก็เพื่อใช้เป็นกุฏิสำหรับพระสงฆ์ได้ใช้จำพรรษา

ตําหนักแดง วัดระฆัง
ตําหนักแดง วัดระฆัง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Bloggang.com สายหมอกและก้อนเมฆ

 

ตําหนักแดง วัดระฆังโฆสิตาราม
ตําหนักแดง วัดระฆังโฆสิตาราม – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Bloggang.com สายหมอกและก้อนเมฆ

 

ตําหนักแดง สักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ตําหนักแดง สักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Bloggang.com สายหมอกและก้อนเมฆ

 

แต่ได้มีการสันนิษฐานของพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า

 

ตำหนักแดงนี้น่าจะเป็นตำหนักที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน) ทรงใช้ในการทรงกรรมฐานในช่วงที่พระองค์ยังทรงมีประชนม์ชีพอยู่

 

ตําหนักแดง
ตําหนักแดง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Bloggang.com สายหมอกและก้อนเมฆ

 

ตําหนักแดง พระเจ้าตากสิน วัดระฆัง
ตําหนักแดง พระเจ้าตากสิน วัดระฆัง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Bloggang.com สายหมอกและก้อนเมฆ

 

โดยสังเกตได้จากเขียนรูปอสุภ ชนิดต่างๆ และมีภาพพระภิกษุเจริญกรรมฐานที่ปรากฏอยู่บนฝาผนังของตำหนัก ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน) ทรงมีพระอุปนิสัยที่ชอบวาดรูปนั่นเอง

ทว่ารูปวาดที่กล่าวถึงนี้ ในปัจจุบันได้มีการลบเลือนไปตามกาลเวลา ไม่สามารถสังเกตเห็นได้แล้ว แต่ตำหนักแดงก็ยังถือเป็นสถานที่สำคัญของวัดอีกแห่งหนึ่ง

 

6. หอพระไตรปิฎก

 หอพระไตรปิฎกที่เห็นในปัจจุบันเป็นหอพระไตรปิฎกที่มีการปรับปรุงให้มีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น 
หอพระไตรปิฎก วัดระฆัง
หอพระไตรปิฎก วัดระฆัง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Wikiwand.com

 

เนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการสร้างหอพระไตรปิฎกได้เกิดความเสื่อมขึ้นตามกาลเวลา โดยหอพระไตรปิฎกเป็นรูปเรือนหลัง 3 หลังอยู่ติดกัน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระอุโบสถ ซึ่งลักษณะของแต่ละเรือนจะเหมือนกันทุกประการ

 

โดยแบ่งเป็น หอใต้ หอกลางและหอเหนือ

 

โดยหอใต้มีลักษณะเป็นหอนอน หอกลางมีลักษณะเป็นห้องโถง ส่วนหอเหนือมีลักษณะเป็นห้องนอนอีกห้อง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นห้องรับแขก หลังคามุงกระเบื้อง ส่วนของชายคามีรูปเทพพนม บานซุ้มประตูนอกชานแกะเป็นมังกรลายกนกดอกไม้ ภายนอกติดคันทวย

บานประตูหอใต้เขียนลายรดน้ำ บานประตูหอกลางทางด้านทิศตะวันออกแกะสลักลายกนกวายุภักษ์ เช่น กนกเครือเถา

 

ภายในหอมีตู้พระไตรปิฎกมีการเขียนลายรดน้ำ เป็นตู้ขนาดใหญ่จำนวน 2 ตู้ โดยทำการประดิษฐานไว้ในหอเหนือ 1 ตู้ และประดิษฐานไว้ที่หอใต้ 1 ตู้

ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ในหอพระไตรปิฎก วัดระฆัง
ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ในหอพระไตรปิฎก วัดระฆัง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Wikiwand.com

 

7. พระวิหารสมเด็จพระสังฆราช (สี)

พระวิหารสมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน แต่เดิมหลังคาของวิหารแห่งนี้มีลักษณะเป็นทรงปั้นหยา เรียกว่า “ศาลาเปลื้องเครื่อง”

ทว่าในปี พ.ศ.2504 พระราชธรรมภาณี (ละมูล) อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 10 ได้เปลี่ยนเป็นหลังคาทรงปั้นหยามาเป็นหลังคาทรงไทย มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หลังคามุงกระเบื้องเคลือบติดคันทวยตามเสา เพื่อใช้ในการประดิษฐานพระอัฐิของสมเด็จพระสังฆราช (สี) ที่ย้ายมาจากในซุ้มพระปรางค์ของวัดระฆังโฆสิตาราม

โดยมีการประดิษฐานอัฐิไว้ในรูปพระศรีอริยเมตไตรย เพื่อเป็นการยกย่องและเป็นเกียรติให้กับสมเด็จพระสังฆราช (สี) จึงได้ทำการบูรณะและย้ายพระอัฐิของสมเด็จพระสังฆราช (สี) มาไว้ที่พระวิหารที่ทำการบูรณะเสร็จแล้ว

โดยวิหารที่ทำการบูรณะใหม่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถภายในวัด หน้าบันทั้งสองด้านจำหลักรูปฉัตร ๓ ชั้นอันเป็นเครื่องหมายพระยศสมเด็จพระสังฆราช และตั้งชื่อเรียกว่า “พระวิหารสมเด็จพระสังฆราช (สี)”

 

8. พระประธานยิ้มรับฟ้า วัดระฆัง

พระประธานยิ้มรับฟ้า วัดระฆังโฆสิตาราม – พระประธานในอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามเป็นพระพุทธรูปทำจากทองสำริด ปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 4 ศอกเศษ

พระพักตร์มีลักษณะอมยิ้ม ที่บริเวณเบื้องพระพักตร์ขององค์พระประธานมีรูปพระสาวกจำนวน 3 องค์ นั่งประนมมือหันหน้าเข้าหาพระประธาน ประดุจกำลังรับพระพุทธโอวาจากพระประธานองค์ พระประธานองค์นี้มิได้มีการระบุชื่อ

พระประธานยิ้มรับฟ้า วัดระฆัง
พระประธานยิ้มรับฟ้า วัดระฆัง – ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Papaiwat.com

 

แต่เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จมาถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดระฆังโฆสิตาราม และได้ทรงเห็นพระพักตร์ของพระประธานองค์นี้ ได้ทรงมีพระราชดำรัส “ไปวัดไหนไม่เหมือนมาอุโบสถวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที”

 

พระองค์จึงได้ทรงถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ให้แด่พระประธานองค์นี้เป็นกรณีพิเศษ

ตั้งแต่นั้นมา พระประธานองค์นี้จึงได้รับขนานนามว่า พระประธานยิ้มรับฟ้า จนมาถึงปัจจุบัน

 

และด้านบนพระประธานมีฉัตรกั้นเป็นเสวตฉัตร 9 ชั้น เนื่องจากเป็นพระประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่ทรงพระราชดำรัสสั่งไว้ก่อนสวรรคต ให้นำเสวตฉัตรที่ใช้ในงานพระราชพิธีศพของพระองค์ให้นำไปถวายพระประธานวัดระฆัง

ด้วยเหตุนี้ฉัตรกั้นพระประธานในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามจึงเป็นเสวตฉัตร 9 ชั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

เวลาเปิดให้เยี่ยมชม

วัดระฆัง ปิดกี่โมง, วัดระฆัง เปิดไหม – วัดระฆังโฆสิตารามเปิดให้ทำการเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน  ตั้งแต่ 8.00-17.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าเยี่ยมชม  ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศสามารถเข้าเยี่ยมชมได้

แต่ในการเยี่ยมชมควรแต่งกายให้สุภาพ สวมใส่เสื้อมีแขน สวมกระโปรงหรือกางเกงขาที่มีความยาวต่ำกว่าเข่า ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดรูป เพื่อเป็นการให้เกียรติกับสถานที่

ภายในวัดมีการจัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียนไว้บริการ สำหรับใช้บูชาพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์ที่อยู่ภายในวัด

 

การเดินทางไปยังวัดระฆังโฆสิตาราม

วัดระฆังโฆสิตาราม เดินทาง – การเดินทางไปยังวัดระฆังโฆสิตาราม สามารถแบ่งการเดินทางออกเป็น 2 ทางหลัก คือ

 

1. การเดินทางไปยังวัดระฆังโฆสิตารามโดยไม่ต้องใช้เรือข้ามฝาก

สามารถเดินทางได้ดังนี้

รถบัสสาธารณะสาย : 57, 146 , 177

รถไฟใต้ดิน : สายเฉลิมรัชมงคล MRT BLUE LINE

 

2. การเดินทางโดยใช้เรือข้ามฝากที่ท่าช้างไปยังวัดระฆังโฆสิตาราม

ซึ่งจะต้องเดินทางไปยังท่าเรือท่าช้างสามารถเดินทางได้ดังนี้

รถบัสสาธารณะสาย : 123, 124, 203, 25, 508 (ปอ.) (AC)

รถไฟใต้ดิน: สายเฉลิมรัชมงคล MRT BLUE LINE

การเดินทางโดยใช้เรือข้ามฝากนี้ หลังจากที่ลงรถโดยสารหรือรถไฟฟ้าใต้ดินแล้ว จะต้องเดินไปขึ้นเรือข้ามฝากไปยังท่าเรือ ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณหน้ารถไฟใต้ดินพอดี

 

 

วัดระฆังโฆสิตาราม ถือเป็นวัดที่ได้รับความนับถือจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะเป็นวัดที่เริ่มต้นพระพุทธศาสนาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และยังเป็นวัดที่มีเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่านเข้ามาจำพรรษา ดังนั้นหากท่านได้มีโอกาสได้เข้ามาสักการบูชาและเยี่ยมชมศาสนสถาน เสนาสนะวัตถุและปูชนียวัตถุในวัดนี้จะถือเป็นมงคลยิ่งสำหรับตัวท่านเอง

 

พระคาถาชินบัญชร
คลิกที่รูป ข้อมูลเพิ่มเติม – พระคาถาชินบัญชร (ฉบับสมบูรณ์) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

ทำบุญ 50 วัน ทำบุญ 100 วัน งานบุญครบรอบวันเสียชีวิต ส่งกุศลให้กับดวงวิญญาณผู้วายชนม์

กรวดน้ํา การใส่บาตร และการอุทิศบุญให้ผู้ล่วงลับ ทำอย่างไรให้ได้อานิสงส์สูงสุด

งานบวช คืออะไร ประวัติของงานบวช ทำไมถึงเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่

วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม หลวงพ่อโต กับความศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองที่ควรค่าแก่การสักการะ

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

 
 
 

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart