พิธีกรรมการเผาศพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รับมาจากอินเดีย

พิธีกรรมการเผาศพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รับมาจากอินเดีย

งานศพและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมมนุษย์มาตั้งแต่อดีตกาล แต่อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามประเพณีและความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น สำหรับพิธีกรรมการเผาศพของไทยนั้น คุณรู้หรือไม่ว่าได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมากจากวัฒนธรรมอินเดียที่เป็นอู่อารยธรรมหลายประการ ว่าแต่พิธีกรรมงานศพในบ้านเรามีที่มาที่ไปอย่างไร เราจะพาคุณไปติดตามข้อมูลซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของพิธีกรรมการเผาศพจากแดนภารตะ โดยเป็นแหล่งกำเนิดทางพระพุทธศาสนานั่นก็คือ อินเดียนั่นเอง

พิธีกรรมการเผาศพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รับมาจากอินเดีย

 

พิธีเผาศพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พิธีกรรมเผาศพเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่มีความสำคัญตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูในอินเดีย โดยนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพิธีเผาศพเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาเดียวกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในช่วงเวลาประมาณ พ.ศ.1000 ทั้งนี้ ในช่วงแรกพิธีเผาศพจะจำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นนำของชนเผ่าเท่านั้น โดยมีการผสมผสานกับประเพณีและจารีตดั้งเดิมของชนเผ่าเพื่อให้พิธีมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ก่อนที่ในระยะเวลาต่อมา พิธีศพจะได้รับการเผยแพร่ไปสู่ชุมชนและเข้าสู่วิถีชีวิตของชาวบ้านสามัญชนในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม กระบวนการผสมผสานของพิธีศพแบบพรามหณ์ฮินดูก็ไม่ได้กลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฉับพลันทันใด หากต้องใช้เวลาในการผสมเข้ากับพิธีกรรมตามความเชื่อของศาสนาผีที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยในกรณีของพิธีกรรมเผาศพในแผ่นดินสยามนั้น ได้รับการผสมผสานระหว่างสามพื้นฐานความเชื่อ ได้แก่ ศาสนาผี, พรามหณ์ฮินดู และความเชื่อท้องถิ่นจนปรากฏออกมาเป็นพิธีกรรมเผาศพดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

 

ศาสนาพุทธไทย คือศาสนาผี ปนพราหมณ์ เจือศัพท์พุทธธรรม

ศาสนาพุทธไทย คือศาสนาผี ปนพราหมณ์ เจือศัพท์พุทธธรรม

ขอบคุณข้อมูลจาก https://medium.com/awarenet/ศาสนาพุทธไทย-คือศาสนาผี-ปนพราหมณ์-เจือศัพท์พุทธธรรม-94d5436650a2

 

พิธีเผาศพแบบอินเดีย

พิธีกรรมเผาศพตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูนั้น จะมีจุดเด่นตรงที่ชาวฮินดูจะไม่เก็บศพไว้นาน โดยจะจัดการศพด้วยวิธีการเผาไม่นานหลังการเสียชีวิต ศพจะถูกห่อหุ้มด้วยผ้า จากนั้นจะมีการโปรยดอกไม้เพื่อคลุมศพอีกชั้นหนึ่ง เมื่อเสร็จแล้ว ญาติหรือเพื่อนฝูงของผู้ตายจะนำร่างไร้วิญญาณขึ้นวางบนแคร่แล้วแบกไปยังพื้นที่ริมแม่น้ำ จากนั้นก็จะตั้งศพลงบนฟืนที่หาได้จากบริเวณนั้น เมื่อญาติผู้ตายมาครบแล้วก็จุดไฟเผาศพจนร่างเหลือเพียงเถ้าถ่านก็จะเก็บอัฐิที่หลงเหลืออยู่ไปลอยบนแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

การนำอัฐิไปลอยในแม่น้ำนั้น เป็นส่วนที่มีความสำคัญของพิธีกรรมเผาศพตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูในอินเดีย และสามัญชนทุกครัวเรือนก็มีการปฏิบัติตามประเพณีนี้จนเป็นจารีตของสังคม จะมีกรณีงดเว้นก็แต่เมื่อพิธีถวายเพลิงพระบรมศพขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ที่บรรดากษัตริย์ผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนาปรารถนาที่จะเก็บพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในเจดีย์เพื่อบูชาสืบไป พระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าจึงมิได้ถูกนำไปลอยในแม่น้ำตามความเชื่อของชาวฮินดูแต่อย่างใด ซึ่งก็นับว่าเป็นกรณีพิเศษจริง ๆ

 

พิธีเผาในประเทศไทย

ในสมัยอยุธยานั้น พิธีเผาพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินจะใช้วิธีการถวายพระเพลิงบนเชิงตะกอน ซึ่งเรียกอีกอย่างได้ว่า ‘กองฟอน(กองขี้เถ้าศพที่เผาแล้ว) เมื่อพระบรมศพถูกเปลวไฟเผาไหม้จนดีแล้ว ข้าราชบริพารก็จะเชิญพระบรมอัฐิบรรจุลงในพระโกศแล้วนำลงเรือไปเพื่อลอยไปตามแม่น้ำ ข้อควรรู้อีกประการหนึ่งคือ เรือดังกล่าวมีชื่อว่า เรือนาค เนื่องจากหัวเรือมีรูปสลักเป็นศีรษะของพญานาคตามความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย จะเห็นได้ว่าพิธีเผาศพของประเทศไทย และรัฐอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีการรับพิธีกรรมเผาศพตามแบบศาสนาพรามหณ์ฮินดูเข้ามาพร้อมกับพุทธศาสนา โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับ ‘น้ำ’ ที่เปรียบเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย การนำอัฐิไปลอยในแม่น้ำจึงเป็นการส่งผู้ตายหวนคืนสู่บ้านเกิดที่เป็นจุดกำเนิดของสรรพชีวิตอย่างสายน้ำนั่นเอง

เรือนาค
เรือนาค – เรือพระที่นั่งรูปพญานาคเจ็ดเศียรสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุทธยา จากหนังสือ ‘Voyage Du Siam Des Peres Jesuites’ ของบาทหลวงกีย์ ตาชารด์ (Guy Tachard) ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1688 – ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.silpa-mag.com/royal-funeral-pyre/article_11382

 

ในงานศพสมัยโบราณต้องมีเรือนาคเป็นเรือสำคัญเพื่อส่งวิญญาณกลับสู่โลกเดิม คือบาดาลหรือนาคพิภพ เพราะผู้ที่จะพาวิญญาณกลับไปได้อย่างปลอดภัยต้องเป็นนาคเท่านั้น

เรื่องเรือนาคมีร่องรอยและหลักฐานในงานถวายพระเพลิงพระบรมศสมเด็จพระไชยราชาธิราช ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.silpa-mag.com/royal-funeral-pyre/article_11382

 

นอกจากนั้น พิธีศพแบบฮินดูยังปรากฏในวรรณคดีพื้นบ้านของไทยอย่างเสภาขุนช้างขุนแผน ซึ่งปรากฎภายหลังที่นางวันทองถูกเพชรฆาตประหารด้วยการฟันคอ บุตรชายของนางวันทองได้จัดการศพมารดาด้วยการมัดตราสังแล้วห่อศพด้วยผ้าขาว จากนั้นก็นำร่างไร้วิญญาณและศีรษะที่ขาดนำลงใส่โลงไม้ที่รองรับด้วยใบตอง เสร็จแล้วก็แบกโลงไปยังสุสานเพื่อทำพิธีฝังดิน ทั้งนี้ เป็นไปตามพิธีกรรมในการจัดการกับศพตามความเชื่อของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งผสมผสานกับเข้าพิธีกรรมฮินดู นั่นคือการนำศพฝังดินเพื่อรอเวลาให้ศพย่อยสลายจนเหลือแต่กระดูกจากนั้นจึงขุดแล้วนำมาเผาไฟ ในกรณีพิธีศพของนางวันทองในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนก็ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน เมื่อศพของนางวันทองย่อยสลายจนได้ที่แล้ว ก็ขุดร่างดังกล่าวขึ้นมาล้างน้ำให้สะอาดจากนั้นก็นำไปวางบนเชิงตะกอนซึ่งมีเครื่องประดับประดาตามบรรดาศักดิ์ของผู้ตายและญาติใกล้ชิด จากนั้นก็จัดการเผาศพจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน แล้วญาติมิตรสหายก็นำอัฐิที่เหลือไปลอยในแม่น้ำ ตรงตามประเพณีพิธีศพของศาสนาพรามหณ์ฮินดู

พิธีเผาศพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย ได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมากจากพิธีเผาศพตามความเชื่อของศาสนาพรามหณ์ฮินดูซึ่งได้รับการเผยแพร่เข้ามาในภูมิภาคพร้อมกับศาสนาพุทธเมื่อเกือบ 1,500 ปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้ พิธีกรรมเกี่ยวกับการจัดการศพระหว่างอินเดียและรัฐสมาชิกอาเซียนจึงมีความคล้ายคลึงกัน

สะท้อนให้เห็นถึงการไหลเวียนของวัฒนธรรมและประเพณีโดยมีการเผยแพร่พุทธศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญนั่นเอง

 

นิพพานกิฟ จำหน่ายของชำร่วยงานศพ ราคาประหยัด

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

 
 
 

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart