Category Archives: Funeral

งานฌาปนกิจ

บทความน่าสนใจ สาระความรู้เกี่ยวกับงานฌาปนกิจ การจัดพิธีศพ งานศพของแต่ละศาสนา ความสำคัญของงานฌาปนกิจ และอื่นๆ มากมาย เช่น ของชำร่วยงานศพแบบไหนบ้างที่ได้รับความนิยมใช้งานมากที่สุด, ของชำร่วยงานศพ ควรเลือกอย่างไร ให้เหมาะสมและถูกกาลเทศะ, 8 ของชำร่วยต้องห้ามที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ, ทำไม เหตุผลอะไรที่ของชำร่วยแบบใช้งานได้จริง เป็นที่นิยมกว่าของตั้งโชว์, หรือ ของชําร่วย สําคัญอย่างไรบ้าง ทำไมพิธีต่างๆ จึงต้องมีของชำร่วยด้วยเสมอ และข้อมูลน่ารู้อื่นๆ อีกมากมาย

ของที่ระลึกงานศพ ของชำร่วยงานฌาปนกิจ https://nippangift.com/funeral-souvenirs/

มัสยิดกลางสงขลา หาดใหญ่

พิธีศพของศาสนาอิสลาม ความเชื่อ ข้อปฏิบัติและขั้นตอนการทำพิธีศพอย่างเรียบง่าย

หากพูดถึงเรื่องราวชีวิตหลังความตาย ในแต่ละศาสนาก็จะมาพร้อมคำสอนที่แตกต่างกันไป สำหรับศาสนาอิสลามแล้ว เรื่องของความตาย ไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตแต่อย่างใด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะก้าวไปสู่การใช้ชีวิตที่แท้จริง โดยชาวมุสลิมทั้งหลายมาพร้อมความเชื่อตามหลักคำสอนว่า เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์สละร่างกายตนไปในภพนี้ วิญญาณทุกดวงที่ล่องลอยออกจากร่างก็จะไปรวมตัวกันอยู่ในโลกที่คั่นกลางระหว่างภพนี้และภพหน้า โดยทุกชีวิตที่ได้เผชิญหน้ากับความตายจะมีโอกาสได้ฟื้นขึ้นมาเพื่อฟังคำตัดสินจากผู้กำหนดโชคชะตาว่า วิญญาณของพวกเขาจะไปลงเอยที่ใด จะใช้ชีวิตหลังโลกนี้ด้วยความสุขสบายอยู่บนสรวงวรรค์ หรือทุกข์ทรมานอย่างเจ็บปวดด้วยการลงทัณฑ์จากบาปกรรมที่ทำมา เนื่องด้วยคำสอนและความเชื่อดังกล่าวที่ชาวมุสลิม หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามยึดถือกันมาช้านาน ทำให้พิธีศพของผู้คนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาอิสลามมีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนยุ่งยากเท่าพิธีของชาวพุทธหรือชาวจีน ซึ่งการทำพิธีที่ไม่ซับซ้อนนี้ถือเป็นหนทางที่ชาวมุสลิมจะได้ใกล้ชิดกับโลกคั่นกลางมากที่สุด       ขั้นตอนการจัดพิธีศพโดยทั่วไปของคนอิสลาม โดยทั่วไปแล้วการจัดงานศพของคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น ไม่มีอะไรยุ่งยากหรือซับซ้อนแม้แต่น้อย แต่จะมีการแบ่งประเภทของศพที่นำมาทำพิธีเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ศพที่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และศพของทหารที่ตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ 1. ศพที่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ศพประเภทนี้เป็นศพที่พบเห็นโดยทั่วไป ซึ่งเป็นศพที่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง จากอุบัติเหตุหรือชราภาพตายก็ตาม ศพเหล่านี้จะต้องถูกนำร่างมาชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ติดตัวอยู่ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องรีดท้องเพื่อนำสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในออกมาด้วย จากนั้นให้ชำระล้างร่างกายภายนอกให้สะอาดเอี่ยมอ่องทั้งตัว หลังจากชำระล้างร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้นำศพมาวางไว้บนผ้าขาว 3 ชั้น โดยจัดวางมือของศพให้มือขวาทับบนมือซ้าย แล้วเริ่มห่อศพ โดยปิดผ้าให้มิดชิด ไม่ให้มีส่วนใดของร่างกายเล็ดรอดออกมา   ขั้นตอนต่อไปคือ การนำเอาศพไปบรรจุลงโลงหรือหีบห่อที่เตรียมไว้ ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐานทั่วไป แต่หากเป็นศพยากไร้ ที่ไม่มีทุนทรัพย์หรืออยู่ในที่กันดาร ก็ไม่จำเป็นต้องใช้โลงหรือหีบห่อ

จากทุ่งพระเมรุ มาเป็นสนามหลวงในปัจจุบัน

จากทุ่งพระเมรุ มาเป็นสนามหลวงในปัจจุบัน

สนามหลวง หรือที่โบราณเรียกว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ เป็นสถานที่ซึ่งใช้ประกอบราชพิธีและรัฐพิธีสำคัญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านการบูรณะและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มากมายในหลายศตวรรษที่ล่วงมา แต่สนามหลวงก็ยังเป็นสถานที่ซึ่งยึดโยงกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง ซึ่งในบทความนี้ เราจะพาคุณมาสำรวจประวัติน่ารู้เกี่ยวกับสนามหลวงที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนานหลายร้อยปี   ทุ่งพระสุเมรุในยุคอยุธยา ต้นแบบของสนามหลวงต้องสืบย้อนไปยังสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีการสร้าง ‘สนามใหญ่’ ไว้สำหรับประกอบราชพิธีสำคัญอย่างประเพณี เดือน 5 ขึ้น 5 ค่ำ หรือประเพณีสงกรานต์ในปัจจุบัน หรือกล่าวได้ว่าการสร้างสนามใหญ่ก็เป็นไปเพื่อรองรับการจัดราชพิธีสำคัญของราชสำนักในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง การนำรูปแบบสนามใหญ่กลับมาเป็นแม่แบบของสนามหลวงในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สะท้อนให้ประจักษ์ถึงความพยายามฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมและประเพณีที่สูญหายไปหลังกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 หลังการกอบกู้บ้านเมืองคืนมาได้ บรมปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรจึงพยายามนำประเพณีอันดีงามของสยามในยุคเจริญรุ่งเรืองกลับคืนมาอีกครั้ง โดยมีสนามหลวงซึ่งสร้างขึ้นระหว่างพระบรมมหาราชวัง และพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นหนึ่งในการบูรณะทางวัฒนธรรมดังกล่าว   ทุ่งพระสุเมรุในยุครัตนโกสินทร์ สนามหลวงซึ่งสร้างขึ้นโดยอิงกับสนามหน้าจักรวรรดิของกรุงศรีอยุธยานั้น มีประโยชน์ใช้สอยหลักเพื่อเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ และเจ้านายพระราชวงศ์ชั้นสูง จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘ทุ่งพระเมรุ’ ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบรมปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ มาจนถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) เป็นพระองค์ล่าสุด เว้นเพียงแต่พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ซึ่งทรงสละพระราชสมบัติแล้วเสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษ ของชําร่วยงานพระราชทานเพลิง ท้องสนามหลวง เดิมเรียกว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ ครั้นเมื่อปี

8 ของชำร่วยต้องห้าม ที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ

8 ของชำร่วยต้องห้าม ที่ไม่ควรนำมาใช้กับงานศพ

งานศพ เป็นงานพิธีที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และเพื่อให้พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ พี่น้อง เพื่อนฝูงและแขกคนสำคัญ ร่วมกันไว้อาลัยให้กับผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย การจัดงานศพจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสมตามกาลเทศะในทุกๆ ส่วน ทั้งลำดับพิธี สถานที่ ชุดแต่งกาย และการเตรียมงาน โดยเฉพาะการเลือกของชำร่วยเพื่อนำมามอบให้กับผู้ที่มาร่วมงาน ก็จำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสมกับพิธีและกาลเทศะด้วยเช่นกัน วันนี้เราจึงมีของต้องห้ามที่ไม่ควรเลือกใช้เป็นของชำร่วยในงานศพมาฝากกัน เพื่อให้เจ้าภาพสามารถเลือกของชำร่วยได้เหมาะสมมากขึ้น มีสิ่งใดที่ไม่ควรนำมาใช้บ้าง ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ ของชำร่วยงานศพ ต้องห้าม      1. สิ่งของที่แตกหักง่าย สิ่งของประเภทแก้ว คริสตัล เซรามิก ที่มีความเปราะบาง และไม่คงทน ไม่ควรนำเอามาใช้เป็นของชำร่วยในงานศพ เพราะถ้าหากแจกจ่ายอย่างไม่ระวัง หรือผู้ที่ได้รับทำหล่นร่วง ก็อาจจะทำให้เกิดการแตกหักได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้ให้และผู้รับได้ นอกจากเสี่ยงได้รับบาดเจ็บแล้ว การที่ของชำร่วยชิ้นนั้นๆ เกิดแตกหักก็ยังถือเป็นลางบอกเหตุในทางที่ไม่ดีได้เช่นกัน จึงถือว่าเป็นที่ไม่เป็นมงคลเมื่อนำมาใช้เป็นของชำร่วยในงานศพ อีกทั้งยังทำให้เกิดภาระต่อตัวผู้รับ ที่ต้องคอยเก็บรักษาของชิ้นนั้นด้วยความระมัดระวังมากขึ้นอีกด้วย   2. สิ่งของที่มีสีสันฉูดฉาด น่ารักสดใส งานศพเป็นงานที่เจ้าภาพควรเลือกประเภทของของชำร่วยให้แตกต่างจากงานอื่นๆ เนื่องจากข้อจำกัดของงานที่จะต้องมีความสำรวม สุภาพ แตกต่างจากงานมงคลอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้นของชำร่วยที่นำมาใช้กับงานศพจึงไม่ควรเป็นสิ่งของที่มีสีสันฉูดฉาด หรือสิ่งของที่มีความน่ารักสดใส เพราะเมื่อนำมามอบให้กับผู้ที่มาร่วมงานแล้ว

พวงหรีด สำคัญอย่างไร จำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่

พวงหรีด สำคัญอย่างไร จำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่

หากพูดถึงพวงหรีด ทุกคนจะต้องรู้จักแน่นอน เพราะแต่ไหนแต่ไรมา พวงหรีดมักได้รับความนิยมในการนำมาใช้เพื่อไว้อาลัยในงานศพเสมอ จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำตามกันมาจนทุกวันนี้ ซึ่งพวงหรีดนั้นมีความสำคัญอย่างไร และจำเป็นต้องใช้ในงานศพหรือไม่ นอกเหนือจากของที่ระลึกงานศพ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิง ที่จำเป็นต้องมี เราจะพาคุณไปหาคำตอบกัน   ความสำคัญของพวงหรีด จากที่เกริ่นไปบ้างแล้วว่า การนำพวงหรีดมาใช้ในงานศพนั้น ถือเป็นธรรมเนียนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยพวงหรีดนั้นเป็นคำทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ “หรีธ” (Wreath) มีความหมายว่า พวงมาลา เป็นที่รู้จักกันเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พวงหรีดเป็นอารยธรรมของชาวตะวันตกที่นำมาใช้อย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมในประเทศไทย ในสมัยก่อนนั้นพวงหรีดไม่ได้แลดูสวยหรูหรือมีราคาสูงเหมือนในปัจจุบัน จะมีเพียงก้านกิ่งไม้นำมาสานขัดกันเป็นวงกลม แล้วนำดอกไม้มาเสียบประดับ สรุปได้ว่าพวงหรีดมีความสำคัญมากทีเดียว โดยสำคัญในแง่ของความรู้สึกและสภาพจิตใจนั่นเอง เพราะการนำพวงหรีดมาใช้กับงานศพ ประวัติการฝังและเผาศพ จะแสดงได้ถึงความไว้อาลัยที่ผู้มอบพวงหรีดมีต่อผู้ที่ได้ลาลับไปแล้ว ทั้งยังช่วยคลายความโศกเศร้าได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้เมื่อลองนึกภาพดู หากงานไหนไม่มีพวงหรีด ก็คงจะดูแปลกไม่น้อยเลยทีเดียว   จำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่ แม้ว่าพวงหรีดจะสำคัญ แต่บางคนยังคงสงสัยว่าจำเป็นต้องใช้พวงหรีดในงานศพหรือไม่ ถ้าไม่ใช้จะเป็นอะไรหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีข้อบังคับว่าจะต้องใช้พวงหรีดในงานศพ ดังนั้นจะใช้พวงหรีดหรือไม่ใช้ก็ได้ แต่ทั้งนี้เพื่อให้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อไป และเป็นการแสดงความไว้อาลัยแด่ผู้ที่ล่วงลับ รวมถึงเพื่อความสบายใจต่อเจ้าภาพและคนที่มาร่วมงาน ก็ควรใช้พวงหรีดจะดีกว่า   พวงหรีดมีกี่ประเภท พวงหรีดมีหลายประเภท แต่ที่พบเห็นและนิยมใช้กันมากที่สุด มี 7 ประเภทดังต่อไปนี้

เครื่องประโคม และดนตรีประโคมงานศพ คืออะไร สำคัญอย่างไร

เครื่องประโคม และดนตรีประโคมงานศพ คืออะไร สำคัญอย่างไร

การเล่นเครื่องประโคมหรือดนตรีประโคมงานศพ – หนึ่งในองค์ประกอบของงานศพที่ดำรงมาอย่างยาวนานคือ การเล่นเครื่องประโคมหรือดนตรี ตลอดจนการขับร้องรำทำเพลงและการละเล่นต่าง ๆ ซึ่งมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ว่าแต่เหตุใดในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตายและการจากลา จึงมีการละเล่นรื่นเริงเสมือนหนึ่งงานสังสรรค์ บทความนี้มีคำตอบมาฝาก   การประโคมเกิดขึ้นเมื่อใด การประโคมหรือเล่นดนตรีในงานศพเป็นพิธีกรรมที่สืบย้อนกลับไปได้หลายพันปี หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเครื่องประโคมงานศพที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอายุมากกว่า 3,000 ปี ประกอบด้วย เครื่องตีและเครื่องเป่าที่ประดิษฐ์ขึ้นจากไม้เป็นหลัก ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีการใช้โลหะในการประดิษฐ์เครื่องประโคมมากยิ่งขึ้น อาทิ กลองทองมโหระทึก ฆ้อง และแคน โดยนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่ากลองทองมโหระทึกมีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของดนตรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมฆ้องที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญในวงปี่พาทย์ ในตำแหน่งประธานของวง     กลองทอง มโหระทึก เครื่องประโคมงานศพ อุษาคเนย์ 2,500 ปีมาแล้ว กลองทองมโหระทึก เป็นเครื่องประโคมทำขวัญ (เรียกขวัญ และส่งขวัญ) งานศพ ในกลุ่มชนทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว กลองทอง หรือ มโหระทึก หล่อด้วยโลหะผสม เรียกสำริด หรือ ทองสำริด อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว กลุ่มคนในตระกูลภาษาต่างๆ จึงเรียกกลองทอง (หมายถึงกลองทองสำริด)

ขวัญคืออะไร มาจากไหน และความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณที่ควรรู้

ขวัญคืออะไร มาจากไหน และความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณที่ควรรู้

ขวัญของคน เป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีความเชื่อเรื่องขวัญอยู่บ้าง โดยจะเห็นได้จากความเชื่อเรื่องขวัญบนหัวนั่นเอง โดยขวัญคืออะไร มาจากไหน และมีความเชื่อเกี่ยวกับขวัญและวิญญาณอย่างไร เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจกัน   ขวัญ คืออะไร? ตามความเชื่อของคนโบราณในอุษาคเนย์ เชื่อกันว่าขวัญก็คือผีชนิดหนึ่ง ที่จะสิงสู่อยู่กับร่างกายของคน มีลักษณะพิเศษคือจับต้องไม่ได้ และมองไม่เห็น แต่มีความเป็นเอกเทศ นั่นหมายความว่าขวัญอาจหนีหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ หรือบางครั้งอาจไปเที่ยวเล่นและหลงทางจนหาทางกลับสู่ร่างไม่ได้ก็มี โดยเมื่อคนมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย หรือตาย ก็จะเชื่อกันว่าเป็นเพราะขวัญหายนั่นเอง และนอกจากขวัญของคนแล้ว ก็ยังเชื่อว่ามีขวัญอื่นๆ อีกด้วย เช่น ขวัญสัตว์ ขวัญอาคารสถานที่ และขวัญสิ่งของเครื่องใช้ เป็นต้น   ขวัญมาจากที่ใด ไม่มีใครรู้ว่าขวัญมาจากที่ใด แต่เชื่อว่าขวัญอยู่กับคนมานานแล้ว และกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งบางกลุ่มชนก็เชื่อว่าคนเรามีขวัญทั้งหมด 80 ขวัญ โดยกระจายอยู่ด้านหน้า 30 ขวัญและด้านหลังอีก 50 ขวัญ ที่สำคัญขวัญจะคอยกำกับและควบคุมคน จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าหากขวัญหายไปบางส่วน คนนั้นจะมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย และหากขวัญหายออกไปจากร่างทั้งหมด คนนั้นก็จะตายนั่นเอง สำหรับขวัญที่หายออกไปจากร่างก็จะเรียกว่าผีขวัญ ส่วนร่างที่เหลืออยู่โดยไม่มีขวัญก็จะเรียกว่าผีคน และยังมีความเชื่ออีกว่าผีขวัญอาจจะทำให้คนในครอบครัวหรือลูกหลานได้รับผลกระทบบางอย่างได้ ดังนั้นจึงต้องมีการทำพิธีส่งขวัญไปสู่โลกหลังความตายด้วย

ของชำร่วยงานศพ ยอดนิยม

10 ของชำร่วยงานศพที่นิยมใช้มากที่สุด

ของชำร่วยงานศพ ยอดนิยม นอกจากเราจะคุ้นเคยกับของชำร่วยในพิธีมงคลสมรสแล้ว ของชำร่วยก็ยังถูกนำมาใช้แพร่หลายในงานพิธีต่างๆ อย่างเช่น งานบวช รวมไปถึงงานศพ ที่เจ้าภาพมักจะเตรียมของชำร่วยไว้แสดงความขอบคุณกับแขกที่มาร่วมงาน และเพื่อเป็นการระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับ ซึ่งการเลือกของชำร่วยในงานศพ ของชําร่วยงานฌาปนกิจ นั้น จะเน้นไปที่ของใช้ที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันเป็นหลัก เรามาดูกันดีกว่าว่า 10 ของชำร่วยงานศพที่นิยมนำมาใช้ในปัจจุบันนี้ มีอะไรบ้าง     1. ร่ม ร่มงานศพ ร่มงานฌาปนกิจ ร่มแจกงาน ถือเป็นของชำร่วยที่สามารถพบเห็นได้ในงานศพทั่วไป เพราะเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ต่อการใช้สอยในชีวิตประจำวัน อีกทั้งร่มยังเป็นเครื่องใช้ที่แสดงถึงความห่วงใยในสุขภาพของผู้ที่มาร่วมงานได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะที่จะนำมามอบให้แขก เพื่อใช้สำหรับบังแดด หรือบังฝน ในการเดินทางกลับบ้านหลังจากร่วมพิธีเสร็จแล้ว โดยสีของร่มที่เหมาะสมในการนำมาเป็นของชำร่วยงานศพนั้น ได้แก่ สีขาว, สีเหลือง, สีดำ หรือสีที่มีความสุภาพ เพื่อให้เหมาะสมสำหรับผู้ได้รับในทุกช่วงวัย 2. ยาดม ยาดมเป็นของยอดนิยมที่ถูกนำมาใช้เป็นของชำร่วยในงานศพทั้งในอดีตและปัจจุบัน เนื่องด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมาก และสามารถแจกจ่ายให้กับแขกที่มาร่วมงานได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยาดมยังสามารถพกติดตัวไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย จึงไม่เกิดความลำบากในการพกพา ซึ่งยาดมที่นำมาใช้ในงานศพนั้น มีทั้งยาดมโป๊ยเซียน, ยาดมสมุนไพร และยาดมแบบ พิมเสนน้ำ ของชำร่วย ราคาถูก, พิมเสนน้ำ หัวลูกกลิ้ง เป็นต้น

ของชำร่วยงานศพ เลือกอย่างไร ให้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ

ของชำร่วยงานศพ เลือกอย่างไร ให้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ

งานฌาปนกิจศพ ถือเป็นพิธีสำคัญที่นอกจากเจ้าภาพจะต้องดูแลแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน และตรวจตราดูความเรียบร้อยในงานให้เป็นไปด้วยดีแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมีของชำร่วย หรือของที่ระลึก มอบให้กับผู้ที่มาร่วมงานด้วย เพื่อเป็นสื่อแทนคำขอบคุณ ดังนั้นขั้นตอนในการเลือกของชำร่วยงานศพ ของชำร่วยงานศพ ราคาถูก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณได้ของชำร่วยสำหรับแจกจ่ายในงานศพที่มีคุณค่า มีความหมาย และแทนความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม โดยวิธีการเลือกของชำร่วยที่เหมาะสม ถูกกาลเทศะนั้น ก็มีหลักการเลือกง่ายๆ ดังนี้     1. เลือกของชำร่วยที่แสดงออกถึงความเป็นตัวตนของผู้เสียชีวิต การเลือกของชำร่วยงานฌาปนกิจศพ เจ้าภาพ จำเป็นต้องคำนึงถึงของชำร่วย หรือของที่ระลึกที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวผู้เสียชีวิต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นของที่แสดงความเป็นตัวตนของผู้เสียชีวิตออกมา เช่น ของที่ผู้เสียชีวิตชอบสะสม ของที่ผู้เสียชีวิตโปรดปราน หรือของที่ผู้เสียชีวิตมอบให้คนอื่นบ่อยๆ เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่อย่างเช่น หากผู้เสียชีวิตมีความชื่นชอบในเรื่องของดนตรี ของชำร่วยในงานศพนั้นก็อาจจะเป็นของที่สื่อถึงดนตรีในทางใดทางหนึ่ง หรือถ้าผู้เสียชีวิตชอบดูหนัง ก็อาจจะเป็นของที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ หรืออุปกรณ์ที่สื่อถึงภาพยนตร์นั่นเอง   2.เลือกของชำร่วยที่มีราคาเหมาะสม ราคาของชำร่วยถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงเป็นลำดับต้นๆ เพราะในงานศพหนึ่งงานนั้น อาจจะต้องใช้ทุนมากในการจัดการส่วนต่างๆ เช่น โลงศพและอาหาร ซึ่งหากเกิดคุณไม่สามารถกำหนดงบประมาณของชำร่วยให้อยู่ในงบที่กำหนดได้ ก็อาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย ดังนั้น เจ้าภาพจำเป็นจะต้องประเมินจำนวนแขกที่มาร่วมงานคร่าวๆ แล้วตีราคาสำหรับการเลือกซื้อของชำร่วยเอาไว้ให้ครอบคลุม เพื่อให้สามารถเลือกซื้อของชำร่วยที่มีราคาสอดคล้องกับงบประมาณที่คุณมี ของชําร่วย กระเป๋าใส่เหรียญ ราคาส่ง 11 บาท

ประวัติการฝังและเผาศพ ในยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน

ประวัติการฝังและเผาศพ ในยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน

รู้ไหมว่าการฝังศพตั้งแต่ยุคเริ่มแรก จนถึงปัจจุบันนั้น มีการวิวัฒนาการมาแล้วหลากหลายวิธี ซึ่งในแต่ละยุคก็จะมีความแตกต่างกันไป ตามความเชื่อและวัฒนธรรมที่รับเอามาจากชาติอื่นในยุคนั้นๆ ด้วย โดยเราก็จะพาคุณไปดูกันว่า การฝังและเผาศพตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาจนถึงทุกวันนี้เป็นอย่างไร การฝังศพในยุคแรก เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว เป็นยุคที่เริ่มมีการฝังศพคนตายเป็นครั้งแรก โดยยุคนั้นยังไม่มีการเผาศพเกิดขึ้น ซึ่งการฝังศพก็จะฝังไว้ที่บริเวณใต้ถุนเรือนของคนตายนั่นเอง หรือบางแห่งก็อาจจะฝังไว้ตรงลานกลางบ้าน โดยจะมีการจัดท่าทางของศพให้นอนราบเหยียดยาวไปบนพื้น ไม่งอเข่า แต่ทั้งนี้การฝังศพคนตายในยุค 5,000 ปีมาแล้ว จะทำเฉพาะกลุ่มคนที่มีอำนาจ มีบริวาร หรือเป็นกลุ่มคนชั้นนำเท่านั้น ส่วนสามัญชนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการฝังศพได้ เพราะเชื่อกันว่าพิธีกรรมนี้จะต้องทำในกลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น ดังนั้นกรณีที่เป็นศพของคนทั่วไป ก็จะถูกทิ้งไว้เฉยๆ นั่นเอง   ฝังศพครั้งที่สอง ต้นเค้าโกศ ในยุค 2,500 ปี เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาจนเข้าสู่ยุค 2,500 ปีมาแล้ว การฝังศพได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ตามความเชื่อของคนในยุคนี้ โดยจะมีการฝังศพ 2 ครั้ง “คนตายขวัญหาย ต้องเรียกขวัญ” กล่าวคือครั้งแรกก็จะฝังไว้ใต้ถุนเรือนหรือลานกลางบ้าน เช่นเดียวกับในยุค 5,000 ปีก่อน ซึ่งก็มีการนำเอาข้าวของเครื่องใช้ของคนตายฝังรวมกันไปด้วย เนื่องจากยุคนี้ชาวบ้านเชื่อว่าคนตายเพราะขวัญหาย หากขวัญกลับคืนเข้าร่าง

เครื่องมือเครื่องใช้ที่ถูกฝังกับศพในยุคดึกดำบรรพ์

เครื่องมือเครื่องใช้ที่ถูกฝังกับศพในยุคดึกดำบรรพ์

การฝังศพพร้อมกับภาชนะดินเผา และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ เป็นรูปแบบที่นักโบราณคดีได้ค้นพบว่ามีลักษณะร่วมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อุษาคเนย์ หรือ เอเชียอาคเนย์) มาแต่โบราณกาล ซึ่งการฝังเครื่องมือเครื่องใช้พร้อมกับศพเป็นรูปแบบพิธีกรรมปลงศพที่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า มีความเกี่ยวพันกับชีวิตหลังความตายของผู้คนในภูมิภาคดังกล่าว รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเราจะพาคุณไปหาคำตอบกันว่าเหตุใดจึงต้องมีการฝังเครื่องมือเครื่องใช้ไปพร้อมกับศพ และทำไมรูปแบบดังกล่าวจึงพบได้ทั่วไปในพื้นที่ภูมิภาคนี้   พิธีกรรมการฝังศพในยุคดึกดำบรรพ์ หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย มีการขุดพบข้าวของเครื่องใช้ และเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมากที่ภายในบรรจุกระดูกของผู้วายชนม์ บ่งชี้ว่าพิธีกรรมการฝังศพ (Mortuary Practice) ในภูมิภาคนี้มีลักษณะร่วมกัน นั่นคือมีรูปแบบการจัดการศพ จำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ (1)การฝังศพครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการฝังร่างของผู้ล่วงลับลงไปในดินร่วมกับข้าวของเครื่องใช้หรือไม่ก็ได้ (2)การฝังศพครั้งที่ 2 เป็นการขุดร่างที่ฝังครั้งแรกขึ้นมาเพื่อเก็บกระดูกที่หลงเหลือจากการย่อยสลายเพื่อนำไปบรรจุลงในภาชนะเครื่องปั้นดินเผา แล้วนำไปฝังดินอีกครั้ง และ (3)เมื่อพิธีการเผาศพเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกับพุทธศาสนา การเผาศพจึงเป็นรูปแบบในการจัดการศพรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งการฝังศพอีกต่อไป และพิธีกรรมดังกล่าวก็ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ประเพณีการฝังศพก็เริ่มเลือนหายไป เหลือไว้เพียงหลักฐานทางโบราณคดีที่ยังถูกขุดพบเจอภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่บรรจุกระดูกคนตายอยู่เรื่อย ๆ ในปัจจุบัน   ทำไมต้องฝังเครื่องมือเครื่องใช้พร้อมกับศพ นักโบราณคดีเชื่อว่าการฝังข้าวของเครื่องใช้ประเภทภาชนะเครื่องปั้นดินเผาไปพร้อมกับศพนั้น เป็นการอุทิศของให้กับศพ ลักษณะความวิจิตรสวยงามและหรูหราของภาชนะเครื่องปั้นดินเผานั้นจะขึ้นอยู่กับสถานภาพของครอบครัวผู้วายชนม์เป็นสำคัญ โดยเฉพาะภาชนะเขียนลายสีแดงบนพื้นสีขาวนวล ภาชนะดินเผาเขียนลายสีแดงบนพื้นสีแดง และภาชนะดินเผาทาน้ำมันดินสีแดงและขัดมัน นอกจากภาชนะดินเผาแล้ว ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ยังมีการบรรจุเครื่องประดับอย่างสำริด เหล็ก ลูกปัดแก้ว กระดูกสัตว์

งันเฮือนดี งานศพยุคโบราณสุดแปลก แต่งตัวฉูดฉาด ร้องรำทำเพลงอย่างสนุก

งันเฮือนดี งานศพยุคโบราณสุดแปลก แต่งตัวฉูดฉาด ร้องรำทำเพลงอย่างสนุก

เมื่อพูดถึงงานศพ แน่นอนว่าทุกคนต้องนึกถึงการแต่งกายด้วยชุดสีดำ และบรรยากาศภายในงานที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ใครเล่าจะคิดว่าเคยมีงานศพที่มีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุก และแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดไปร่วมงานจริงไหม ซึ่งเราต้องบอกเลยว่างานศพแบบนี้เคยมีอยู่จริง โดยปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีในยุคแรก อุษาคเนย์*** นั่นเอง งานศพยุคโบราณ งานศพสมัยก่อน งานศพสมัยโบราณ    งานศพยุคแรกอุษาคเนย์ งานศพยุคแรกอุษาคเนย์นั้น มีความแปลก แตกต่างจากงานศพในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยในยุคนั้นจะต้องมีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงสวมใส่เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด จนเหมือนเป็นงานรื่นเริงสังสรรค์ในยุคนี้เลยทีเดียว ทั้งยังมีการละเล่นสนุกสนานเฮฮาตามประเพณีอีกด้วย สำหรับคำเรียกงานศพในยุคนั้นก็จะเรียกกันว่า “งันเฮือนดี” นั่นเอง โดยการจัดงานศพหรืองันเฮือนดี จะกำหนดให้มีแม่งานเป็นผู้หญิงทั้งหมด และหากผู้ตายมีลูกเขย ก็จะต้องให้ลูกเขยทุกคนมาเต้นกระทบสากทุกคืนอีกด้วย ซึ่งการเต้นนั้นจะต้องเต้นให้ดี โดยพยายามอย่าให้สากถูกขา หากใครเต้นไม่ได้ เต้นไม่เป็น ก็ต้องจ้างให้คนอื่นมาเต้นแทน เพราะถือว่าเป็นพิธีสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย นอกจากนี้ในงานก็จะมีหมอลำ หมอแคน และการละเล่นกันอย่างสนุกด้วย หลังจากทำพิธีงานศพเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะถึงขั้นตอนการนำศพไปฝังหรือเผา ซึ่งหากเป็นชาวบ้านธรรมดาก็นำไปฝังตามปกติ แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะหรือมีระดับขึ้นมาหน่อย ระหว่างที่กำลังนำศพไปฝังหรือเผานั้น จะต้องจัดให้มีการละเล่นกันอย่างสนุกสนานของหมอลำหมอแคนและสวดอภิธรรมไปตลอดทางด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม การสวดอภิธรรม   ความหมายของ งันเฮือนดี คำเรียกงานศพยุคโบราณ “งันเฮือนดี” เป็นคำเรียกงานศพยุคแรกอุษาคเนย์ ซึ่งหลายคนอาจจะงงใช่ไหมว่าคำนี้มีความหมายว่าอย่างไร ดังนั้นเราจะมาอธิบายความหมายของคำว่า “งันเฮือนดี” “งัน”

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart