Author Archives: นิพพานกิฟ

อาหารงานศพ อาหารว่างงานศพ (Snack Box) เลือกอย่างไรให้ประหยัดและสมเกียรติ

อาหารงานศพ อาหารว่างงานศพ (Snack Box) เลือกอย่างไรให้ประหยัดและสมเกียรติ

อาหารจัดเลี้ยงในงานศพ ขนมงานศพ (Snack Box)  – งานศพเป็นหนึ่งในพิธีกรรมที่อยู่คู่สังคมมาอย่างยาวนาน โดยรูปแบบของงานศพนั้นจะมีความแตกต่างไปตามศาสนาและความเชื่อของผู้ล่วงลับและญาติ ทำให้ในแง่ของวัฒนธรรม งานศพเป็นพิธีกรรมที่เป็นแหล่งรวบรวมประเพณี ความเชื่อ และจารีตของสังคมที่สืบเนื่องมาแต่โบราณกาลได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งหมายรวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานศพ ไม่ว่าจะเป็นของชำร่วยหรือของที่ระลึกในงานศพ รูปแบบของการละเล่นในงานศพเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ล่วงลับ รวมถึง อาหารงานศพ ที่แฝงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมากมาย   ด้วยเหตุนี้ อาหารงานศพ ขนมเบรคงานศพ ของว่างงานศพ จึงนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะดูเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ดูไม่สลักสำคัญอะไร แต่แท้จริงแล้วในบางสังคม การเลือกอาหารงานศพนั้นสะท้อนถึงการให้เกียรติผู้ล่วงลับเช่นเดียวกับความสอดคล้องกับแบบแผนธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันเป็นเวลานาน บทความนี้เราจึงจะนำคุณไปทำความรู้จักกับอาหารงานศพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบ ธรรมเนียมปฏิบัติ และเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ เพื่อให้เมื่อถึงเวลาจำเป็น คุณจะสามารถเลือกอาหารงานศพที่เหมาะสมกับฐานะของเจ้าภาพ และสมเกียรติผู้ล่วงลับนั่นเอง   ความเป็นมาโดยสังเขปของอาหารงานศพ การเลี้ยงอาหารในงานศพ นั้นเป็นวัฒนธรรมสำคัญที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมสวดศพที่จะขาดไปเสียมิได้ โดยจะมีการจัดเลี้ยงแขกผู้เข้าร่วมพิธีสวดอภิธรรมศพทุกวัน เพื่อเป็นการตอบแทนแขกที่สละเวลาและเดินทางไกลมาเพื่อร่วมไว้อาลัยผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย โดยอาหารงานศพนั้นจะเน้นความสะดวกสบายในการรับประทาน บางครั้งก็ปรากฏในรูปของข้าวกล่องซึ่งทานเสร็จแล้วสามารถทิ้งได้เลย หรือในบางงานก็จะเลี้ยงแขกแบบบุฟเฟ่ต์โดยเฉพาะในงานที่มีแขกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ส่วนใหญ่อาหารงานศพในวันสวดอภิธรรมศพกับวันฌาปณกิจศพนั้นจะมีความแตกต่างกัน เนื่องเพราะส่วนใหญ่ในวันดังกล่าวจะมีการสวดในช่วงเช้าและในช่วงบ่ายหรือเย็น ดังนั้นจึงต้องเลี้ยงอาหารเป็นสำรับใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ในช่วงกลางวันนั้นจะเป็นอาหารชุดเดียวกับที่เลี้ยงพระ ขณะที่ในช่วงตอนเย็นจะเป็นอาหารบุฟเฟ่ต์หรือข้าวกล่องก็สุดแล้วแต่ความสะดวกของเจ้าภาพเป็นสำคัญ    

พระคาถาชินบัญชร (ฉบับสมบูรณ์) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

พระคาถาชินบัญชร (ฉบับสมบูรณ์) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

พระคาถาชินบัญชร – บทสวดชินบัญชรนั้น กล่าวกันว่าเป็นบทสวดที่ได้รับความนิยมจากพุทธศาสนิกชนมากที่สุดบทหนึ่ง เนื่องจากเชื่อว่าหากสวดเป็นประจำจะช่วยปกป้องคุ้มภัยให้แคล้วคลาด รอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ นานาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น บทสวดชินบัญชรยังมีทั้งฉบับย่อและฉบับสมบูรณ์ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มสวดมนต์ และผู้ที่สวดมนต์มาเป็นเวลานานแล้ว วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับพระคาถาชินบัญชรให้มากขึ้น ประวัติความเป็นมา ความสำคัญ และรวมบทสวดทั้งฉบับเต็มและฉบับย่อไว้ด้วยกันในบทความเดียว     พระคาถาชินบัญชร มีความสำคัญอย่างไร ทำไมคนถึงนิยมสวดกันมาก บทสวดชินบัญชร เป็นบทสวดโบราณที่สันนิษฐานว่าพระเถระในอาณาจักรล้านนาทางภาคเหนือของประเทศไทยในปัจจุบันแต่งขึ้น และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา โดยได้ถูกนำไปใช้ในพระราชพิธีจักรพรรดิราชาธิราช รวมทั้งพิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สำหรับประวัติของพระคาถาดังกล่าวนั้น เชื่อว่าหลังจากที่พระเถระล้านนาได้แต่งขึ้นต่อมาก็ได้รับการสืบทอดและเผยแพร่ไปในวงกว้าง บทสวดมนต์ชินบัญชร ของชำร่วย กระทั่งได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นโดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม หรือที่รู้จักกันในบรรดาศักดิ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์องค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนั้น ยังพบว่าคาถาชินบัญชรปรากฏในพื้นที่พม่าและศรีลังกาอีกด้วย จึงทำให้เกิดทฤษฎีใหม่ว่าแท้จริงแล้วคาถาชินบัญชานั้นตกทอดมาแต่ลังกาผ่านทางคัมภีร์โบราณ ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ พบเข้าโดยบังเอิญ โดยแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นคัมภีร์โบราณดังกล่าวเขียนเป็นภาษาบาลีด้วยอักขระล้านนา ท่านเจ้าคุณสมเด็จฯ จึงได้ศึกษาอักขระล้านนาจนแตกฉานและสามารถดัดแปลงคาถาดังกล่าวเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ซึ่งในเวลาต่อมาเนื่องจากคัมภีร์โบราณดังกล่าวไม่ปรากฏชื่อผู้ประพันธ์ จึงเข้าใจกันว่าท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นผู้แต่งพระคาถาชินบัญชรขึ้นมาด้วยตนเอง ที่มาของพระคาถาชินบัญชร

ของชำร่วยงานศพ เลือกอย่างไร ให้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ

ของชำร่วยงานศพ เลือกอย่างไร ให้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ

งานฌาปนกิจศพ ถือเป็นพิธีสำคัญที่นอกจากเจ้าภาพจะต้องดูแลแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน และตรวจตราดูความเรียบร้อยในงานให้เป็นไปด้วยดีแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมีของชำร่วย หรือของที่ระลึก มอบให้กับผู้ที่มาร่วมงานด้วย เพื่อเป็นสื่อแทนคำขอบคุณ ดังนั้นขั้นตอนในการเลือกของชำร่วยงานศพ ของชำร่วยงานศพ ราคาถูก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณได้ของชำร่วยสำหรับแจกจ่ายในงานศพที่มีคุณค่า มีความหมาย และแทนความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม โดยวิธีการเลือกของชำร่วยที่เหมาะสม ถูกกาลเทศะนั้น ก็มีหลักการเลือกง่ายๆ ดังนี้     1. เลือกของชำร่วยที่แสดงออกถึงความเป็นตัวตนของผู้เสียชีวิต การเลือกของชำร่วยงานฌาปนกิจศพ เจ้าภาพ จำเป็นต้องคำนึงถึงของชำร่วย หรือของที่ระลึกที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวผู้เสียชีวิต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นของที่แสดงความเป็นตัวตนของผู้เสียชีวิตออกมา เช่น ของที่ผู้เสียชีวิตชอบสะสม ของที่ผู้เสียชีวิตโปรดปราน หรือของที่ผู้เสียชีวิตมอบให้คนอื่นบ่อยๆ เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่อย่างเช่น หากผู้เสียชีวิตมีความชื่นชอบในเรื่องของดนตรี ของชำร่วยในงานศพนั้นก็อาจจะเป็นของที่สื่อถึงดนตรีในทางใดทางหนึ่ง หรือถ้าผู้เสียชีวิตชอบดูหนัง ก็อาจจะเป็นของที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ หรืออุปกรณ์ที่สื่อถึงภาพยนตร์นั่นเอง   2.เลือกของชำร่วยที่มีราคาเหมาะสม ราคาของชำร่วยถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงเป็นลำดับต้นๆ เพราะในงานศพหนึ่งงานนั้น อาจจะต้องใช้ทุนมากในการจัดการส่วนต่างๆ เช่น โลงศพและอาหาร ซึ่งหากเกิดคุณไม่สามารถกำหนดงบประมาณของชำร่วยให้อยู่ในงบที่กำหนดได้ ก็อาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย ดังนั้น เจ้าภาพจำเป็นจะต้องประเมินจำนวนแขกที่มาร่วมงานคร่าวๆ แล้วตีราคาสำหรับการเลือกซื้อของชำร่วยเอาไว้ให้ครอบคลุม เพื่อให้สามารถเลือกซื้อของชำร่วยที่มีราคาสอดคล้องกับงบประมาณที่คุณมี ของชําร่วย กระเป๋าใส่เหรียญ ราคาส่ง 11 บาท

10 ของชำร่วยงานศพที่นิยมใช้มากที่สุด

10 ของชำร่วยงานศพที่นิยมใช้มากที่สุด

ของชำร่วยงานศพ ยอดนิยม นอกจากเราจะคุ้นเคยกับของชำร่วยในพิธีมงคลสมรสแล้ว ของชำร่วยก็ยังถูกนำมาใช้แพร่หลายในงานพิธีต่างๆ อย่างเช่น งานบวช รวมไปถึงงานศพ ที่เจ้าภาพมักจะเตรียมของชำร่วยไว้แสดงความขอบคุณกับแขกที่มาร่วมงาน และเพื่อเป็นการระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับ ซึ่งการเลือกของชำร่วยในงานศพ ของชําร่วยงานฌาปนกิจนั้น จะเน้นไปที่ของใช้ที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันเป็นหลัก เรามาดูกันดีกว่าว่า 10 ของชำร่วยงานศพที่นิยมนำมาใช้ในปัจจุบันนี้ มีอะไรบ้าง       1. ร่ม ร่มงานศพ ร่มงานฌาปนกิจ ร่มแจกงาน ถือเป็นของชำร่วยที่สามารถพบเห็นได้ในงานศพทั่วไป เพราะเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ต่อการใช้สอยในชีวิตประจำวัน อีกทั้งร่มยังเป็นเครื่องใช้ที่แสดงถึงความห่วงใยในสุขภาพของผู้ที่มาร่วมงานได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะที่จะนำมามอบให้แขก เพื่อใช้สำหรับบังแดด หรือบังฝน ในการเดินทางกลับบ้านหลังจากร่วมพิธีเสร็จแล้ว โดยสีของร่มที่เหมาะสมในการนำมาเป็นของชำร่วยงานศพนั้น ได้แก่ สีขาว, สีเหลือง, สีดำ หรือสีที่มีความสุภาพ เพื่อให้เหมาะสมสำหรับผู้ได้รับในทุกช่วงวัย   2. ยาดม ยาดมเป็นของยอดนิยมที่ถูกนำมาใช้เป็นของชำร่วยในงานศพทั้งในอดีตและปัจจุบัน เนื่องด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมาก และสามารถแจกจ่ายให้กับแขกที่มาร่วมงานได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยาดมยังสามารถพกติดตัวไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย จึงไม่เกิดความลำบากในการพกพา ซึ่งยาดมที่นำมาใช้ในงานศพนั้น มีทั้งยาดมโป๊ยเซียน, ยาดมสมุนไพร และยาดมแบบพิมเสนน้ำ, พิมเสนน้ำ หัวลูกกลิ้ง เป็นต้น    

ของชําร่วย สําคัญอย่างไร ทำไมพิธีต่างๆ ต้องมีของชำร่วย

ของชําร่วย สําคัญอย่างไร ทำไมพิธีต่างๆ ต้องมีของชำร่วย

เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ของชำร่วยนั้น มีความสำคัญอย่างไร ทำไมในงานพิธีสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีมงคลสมรส, งานบวช, งานศพ เจ้าบ้านหรือเจ้าภาพ ถึงต้องเตรียมของชำร่วยเอาไว้มอบให้กับบรรดาแขกที่มาร่วมงาน วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน เพื่อให้คุณได้เข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของการมอบของชำร่วย และเพื่อให้คุณสามารถเลือกของชำร่วยให้เหมาะสมต่อพิธีต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น โดยสามารถแบ่งความสำคัญของของชำร่วยในงานพิธีต่างๆ ได้เป็น 3 พิธีใหญ่ๆ ดังนี้     1. ของชำร่วยพิธีมงคลสมรส หรือของชำร่วยแต่งงาน ถือเป็นพิธีสำคัญที่ต้องมีของชำร่วยเป็นส่วนประกอบหลัก สำหรับพิธีมงคลสมรสหรืองานแต่งงาน ที่การมอบของชำร่วยให้แก่ผู้มาร่วมงานนั้น ถือว่าเป็นวิธีการแสดงความขอบคุณจากเจ้าบ่าวเจ้าสาวต่อผู้ที่มาร่วมงานได้เป็นอย่างดี โดยมีความเชื่อเดิมมาจากเรื่องเล่ากล่าวขานของคู่รักชาวยุโรปในงานแต่งงานหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มในการมอบของชำร่วยให้แขกเหรื่อในงานพิธีมงคลสมรส ซึ่งครั้งนั้น เจ้าบ่าวเจ้าสาวได้เลือกกล่องใส่ของชิ้นเล็กๆ ที่ภายในบรรจุน้ำตาลเอาไว้ ซึ่งในสมัยก่อนนั้น น้ำตาลถือเป็นของที่มีค่า เพราะมีราคาสูง การมอบน้ำตาลให้แก่กัน จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แสดงความหมายถึงของมีค่าที่บ่าวสาวได้มอบให้แขกเหรื่อ เพื่อเป็นการขอบคุณแขกที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในงานแต่งงานของตน สืบเนื่องมายังปัจจุบัน การมอบของชำร่วยในงานแต่งนั้นก็ได้พัฒนากลายมาเป็นสิ่งของมีค่า กระทั่งกลายมาเป็นสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกความรักของคู่บ่าวสาว โดยแสดงถึงความเป็นตัวตนของบ่าวสาวและมอบแทนคำขอบคุณภายในชิ้นเดียวกัน ทำให้ผู้รับเกิดความประทับใจ และระลึกถึงพิธีมงคลสมรสนี้ในทุกๆ ครั้ง ที่ได้มองเห็นของชำร่วยเหล่านั้น ยิ่งหากเป็นของชำร่วยงานแต่งที่สามารถนำไปใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้แล้ว ก็จะยิ่งเกิดคุณค่าต่อตัวผู้รับมากขึ้นด้วย เพราะถือว่าของชำร่วยชิ้นนั้นมาพร้อมประโยชน์ในการใช้งานจริง มีคุณค่ากว่าของชำร่วยบางชิ้นที่ทำได้เพียงแค่ตั้งโชว์แต่เพียงเท่านั้น และเนื่องจากในยุคสมัยนี้ที่เปลี่ยนไป การเลือกของชำร่วยงานแต่งงาน บ่าวสาวจึงนิยมให้ของชำร่วยประเภทภาชนะ

งานฌาปนกิจคืออะไร งานศพไทย ความสำคัญของงานฌาปนกิจ พร้อมขั้นตอนการทำพิธีแบบไทย

งานฌาปนกิจคืออะไร งานศพไทย ความสำคัญของงานฌาปนกิจ พร้อมขั้นตอนการทำพิธีแบบไทย

งานศพไทย พิธีงานศพไทย เมื่อถึงจุดสิ้นสุดของวัฏจักรในการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ เมื่อร่างกายของเราไร้ลมหายใจ เมื่อสังขารถึงคราวดับขันธ์ สิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ การทำพิธีศพ ซึ่งถือเป็นความเชื่อสืบต่อจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็นหนทางในการส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่ภพภูมิที่ดี และเพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนจิตใจของผู้ที่ยังคงเวียนว่ายอยู่ในโลกปัจจุบันถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร ซึ่งอาจจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้คนรอบข้างตระหนักถึงการสะสมบุญ โดยหมั่นสร้างความดีในขณะที่ยังมีชีวิต เพื่อที่ชาติภพต่อไปจะได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์อีก ในช่วงชีวิตคนเรา มีความผูกพันกับพิธีศพอยู่หลายครั้ง เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงที่คนรอบข้างกลายเป็นใบไม้ที่ร่วงโรย เมื่อชีวิตเริ่มเติบโตและได้เห็นการล้มหายตายจากของคนที่เรารัก เมื่อนั้นก็จะเกิดความเข้าใจในสัจธรรมต่างๆ มากขึ้น มีเกิด ก็ต้องมีแก่ เมื่อมีแก่ ก็ต้องมีเจ็บและตายเป็นธรรมดาของสังขาร เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่จะต้องเผชิญหน้า และเมื่อถึงวาระที่เราต้องเผชิญ สิ่งที่เราจะได้รับจากการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ก็คือ การจัดพิธีศพเพื่อระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้จึงอยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับพิธีฌาปนกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำพิธีศพ โดยสืบทอดกันมายาวนาน ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสุดท้ายก่อนร่างกายของผู้ล่วงลับจะสูญสลายไปสู่ภพภูมิใหม่   งานฌาปนกิจ คืออะไร? หลายคนคงจะเคยได้ยินคำนี้ในพิธีศพกันมาบ่อยครั้ง แต่อาจจะยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าจริงๆ แล้ว ฌาปนกิจ คือส่วนใดในพิธีศพ และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจไปว่า ฌาปนกิจ คือการจัดพิธีศพ แต่จริงๆ แล้ว ฌาปนกิจ ตามความหมายของรากศัพท์ที่แท้จริงคือ การทำให้มอดไหม้ หรือในภาษาพูดก็คือ การเผาศพนั่นเอง   ไขข้อสงสัย ระหว่างคำว่า “ฌาปนกิจ” กับ “ฌาปนกิจศพ”

พิมเสนน้ำ ประโยชน์ สรรพคุณ ข้อควรระวังในการใช้งาน

พิมเสนน้ำ ประโยชน์ สรรพคุณ ข้อควรระวังในการใช้งาน

พิมเสนน้ำเป็นยาหอมที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองคนไทยมาอย่างช้านาน ด้วยกลิ่นหอมเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ โดยจะช่วยเพิ่มความสดชื่นและบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้เป็นอย่างดี เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เป็นยาหอมสมุนไพรที่ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างไว้ในร่างกาย พิมเสนน้ำจึงเป็นต้นแบบของยาดมยาหอมสมัยใหม่ที่หลายคนนิยมพกพาไว้เพื่อสูดดมเพื่อเพิ่มความสดชื่นหรือช่วยให้หายใจได้สะดวกมากขึ้น และวันนี้เราก็จะพาคุณไปทำความรู้จักกับพิมเสนน้ํามากขึ้น ว่าสมุนไพรชนิดนี้คืออะไร มีสรรพคุณอย่างไร แล้วทำไมจึงกลายมาเป็นยาดมยอดนิยมที่คนใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองได้ รู้จักพิมเสน สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ พิมเสนน้ําเป็นสารสกัดจากพืชชนิดหนึ่งเรียกว่า Dryobalanops Aromatica Gaertin ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลยางนา ผ่านกระบวนการระเหิดที่ทำให้ยางของต้นไม้ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเกล็ดใสขนาดเล็ก เปราะบาง และมีรูปทรงเป็นหกเหลี่ยม นอกจากนั้น พิมเสนน้ำจะสามารถสกัดจากต้นการบูรผ่านกระบวนการทางเคมีวิทยาได้อีกด้วย ซึ่งพิมเสนที่ได้จากต้นการบูรนั้นจะระเหิดได้ไวกว่า และติดไฟได้ยากกว่าพิมเสนที่ได้มาจากกระบวนการธรรมชาติจากต้น Drybalanops เนื่องจากพิมเสนเป็นสารสกัดจากพืชที่อยู่ในวงศ์อบเชยซึ่งขึ้นชื่อด้านความหอม จึงนิยมถูกนำไปใช้ในการทำน้ำหอมหรือสารทำความหอม ตลอดจนสามารถนำไปใช้ทำเป็นตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคปอด โรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ พิมเสน มืชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Borneol camphor โดยที่ภาษาจีนกลางจะเรียกว่า ปิงเพี่ยน เหมยเพี่ยน   ประวัติของพิมเสนน้ำในประเทศไทย ปฏิเสธมิได้ว่านับตั้งแต่หลายคนลืมตามองดูโลกมาก็พบว่าพิมเสนน้ำได้อยู่คู่กับยาหอมอื่น ๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่น้อยคนที่จะรู้ถึงประวัติความเป็นมาของยาหอมชนิดนี้ในสังคมไทย ความจริงแล้ว พิมเสนมิได้รับความนิยมในประเทศไทยเท่านั้น หากยังเป็นตำรับยาที่มีร่วมกันของชนชาติภายในแถบเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ ไล่ตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา ไปจนถึงอินโดนีเซีย เนื่องจากพิมเสนเป็นพืชที่มีความหอมและสรรพคุณทางยาสูง ตลอดจนมีรสชาติเผ็ด ชุ่มคอ ในอดีตจึงมีการนำพิมเสนมาใส่ในหมากพลูเพื่อเพิ่มรสชาติ จึงทำให้พิมเสนในสมัยก่อนนั้นหาได้ยากและมีราคาแพง จึงเกิดสำนวนไทยขึ้นมาว่า

ประวัติของวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร และความสำคัญที่คุณต้องรู้

ประวัติของวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร และความสำคัญที่คุณต้องรู้

วัดเทพศิรินทร์ – วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของความเป็นชาติไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับพระอารามหลวงที่มีประวัติความเป็นมาไม่ธรรมดาแห่งนี้กันมากขึ้น เชื่อว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว คุณจะต้องอยากชวนเพื่อน ๆ ไปเที่ยววัดเทพศิรินทร์อย่างแน่นอน ประวัติความเป็นมาของวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า ‘วัดเทพศิรินทร์’ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย บริเวณข้าง ๆ โรงเรียนเทพศิรินทร์และสถานีรถไฟหัวลำโพงซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร แต่เริ่มเดิมทีพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอารามขึ้นเพื่อทรงเฉลิมพระเกียรติ และทรงอุทิศพระราชกุศลถวายแด่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี  พระบรมราชชนนีของพระองค์ (มารดา) ของพระองค์ วัดเทพศิรินทร์ดำเนินการก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2419 โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเจริญผลพูลสวัสดิ์ (พระองค์เจ้าชมพูนุช) เป็นผู้ออกแบบและกำกับงานก่อสร้าง กระทั่งเสร็จสิ้นลงในปี พ.ศ.2421 สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อาราธนาพระอริยมุนีมาจากวัดบวรนิเวศมายังวัดเทพศิรินทร์ พร้อมทั้งทรงบำเพ็ญพระราชกุศล แล้วประกาศพระราชทานวิสุงคามสีมา และพระราชทานนามอารามแห่งนี้ว่าวัดเทพศิรินทราวาส ตามพระนามแห่งองค์พระราชชนนี หลังจากนั้น ในปี พ.ศ.2439 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสุสานหลวงไว้ภายในวัด เพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นฌาปนสถานสำหรับถวายพระเพลิงพระศพของเจ้านาย และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ไม่ได้สร้างพระเมรุมาศที่ท้องสนามหลวง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สุสานหลวงแห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นที่ปลงศพของประชาชนทุกชนชั้นทุกบรรดาศักดิ์ อันนับว่าเป็นสิ่งที่แปลกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมที่จะไม่มีการสร้างฌาปนกิจสถานภายในพระอารามหลวง

ประวัติการฝังและเผาศพ ในยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน

ประวัติการฝังและเผาศพ ในยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน

รู้ไหมว่าการฝังศพตั้งแต่ยุคเริ่มแรก จนถึงปัจจุบันนั้น มีการวิวัฒนาการมาแล้วหลากหลายวิธี ซึ่งในแต่ละยุคก็จะมีความแตกต่างกันไป ตามความเชื่อและวัฒนธรรมที่รับเอามาจากชาติอื่นในยุคนั้นๆ ด้วย โดยเราก็จะพาคุณไปดูกันว่า การฝังและเผาศพตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาจนถึงทุกวันนี้เป็นอย่างไร การฝังศพในยุคแรก เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว เป็นยุคที่เริ่มมีการฝังศพคนตายเป็นครั้งแรก โดยยุคนั้นยังไม่มีการเผาศพเกิดขึ้น ซึ่งการฝังศพก็จะฝังไว้ที่บริเวณใต้ถุนเรือนของคนตายนั่นเอง หรือบางแห่งก็อาจจะฝังไว้ตรงลานกลางบ้าน โดยจะมีการจัดท่าทางของศพให้นอนราบเหยียดยาวไปบนพื้น ไม่งอเข่า แต่ทั้งนี้การฝังศพคนตายในยุค 5,000 ปีมาแล้ว จะทำเฉพาะกลุ่มคนที่มีอำนาจ มีบริวาร หรือเป็นกลุ่มคนชั้นนำเท่านั้น ส่วนสามัญชนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการฝังศพได้ เพราะเชื่อกันว่าพิธีกรรมนี้จะต้องทำในกลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น ดังนั้นกรณีที่เป็นศพของคนทั่วไป ก็จะถูกทิ้งไว้เฉยๆ นั่นเอง   ฝังศพครั้งที่สอง ต้นเค้าโกศ ในยุค 2,500 ปี เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาจนเข้าสู่ยุค 2,500 ปีมาแล้ว การฝังศพได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ตามความเชื่อของคนในยุคนี้ โดยจะมีการฝังศพ 2 ครั้ง “คนตายขวัญหาย ต้องเรียกขวัญ” กล่าวคือครั้งแรกก็จะฝังไว้ใต้ถุนเรือนหรือลานกลางบ้าน เช่นเดียวกับในยุค 5,000 ปีก่อน ซึ่งก็มีการนำเอาข้าวของเครื่องใช้ของคนตายฝังรวมกันไปด้วย เนื่องจากยุคนี้ชาวบ้านเชื่อว่าคนตายเพราะขวัญหาย หากขวัญกลับคืนเข้าร่าง

ไฟฉาย สุดยอดสิ่งประดิษฐ์อายุหลายร้อยปี

ไฟฉาย สุดยอดสิ่งประดิษฐ์อายุหลายร้อยปี

ไฟฉาย – แสงสว่างเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องการดำเนินชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่ครั้งอดีต โดยเฉพาะในยามตะวันตกดินที่โลกตกอยู่ภายใต้ความมืด มีเพียงแค่แสงจันทร์และดวงดาวเท่านั้นที่คอยช่วยนำทาง เหตุนี้ มนุษย์โบราณจึงต้องคิดประดิษฐ์ไฟขึ้นมาเพื่อให้ความอบอุ่น ประกอบอาหาร และนำทางในยามค่ำคืน จากกองฟืนไฟก็กลายเป็นคบเพลิง แล้วในท้ายที่สุดก็มีพัฒนาการมาเป็นไฟฉายในมือเราในปัจจุบัน วันนี้เราจึงจะมาบอกเล่าเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับไฟฉาย ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนและน่าอัศจรรย์มากที่สุดชิ้นหนึ่งของมนุษยชาติ   ประวัติของไฟฉาย นับตั้งแต่มนุษย์รู้จักการใช้ไฟเป็นต้นมา ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ ไฟได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์มากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาสร้างคบเพลิง เทียน ตะเกียงน้ำมัน ซึ่งแม้ว่าจะสามารถใช้งานได้มาจนถึงศตวรรษที่ 19 แต่ก็ยังมีระยะเวลาการใช้งานที่จำกัด และมีผู้ใช้งานหลายคนได้รับอันตรายจากเปลวไฟที่ปะทุออกมาจากน้ำมันก๊าด ด้วยเหตุนี้ นักประดิษฐ์หลายคนจึงพยายามสร้างตัวเลือกในการสร้างสรรค์ไฟส่องสว่างแบบพกพา โดยใช้หลักการของแบตเตอรี่ให้เกิดประโยชน์ กระทั่งในปี ค.ศ.1899 นักประดิษฐ์สัญชาติอังกฤษนาม David Misell ได้ผสมผสานหลักการทำงานของแบตเตอรี่เซลล์แห้งที่วางต่อกันภายในกระบอกขนาดเล็ก สามารถควบคุมการทำงานของแบตเตอรี่ด้วยสวิสต์เปิด-ปิด เมื่อเปิดแบตเตอรี่จะทำปฏิกิริยากับหลอดไฟขนาดเล็กด้านในก่อให้เกิดแสงสว่างได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเมื่อนั่นเองที่ไฟฉายกระบอกแรกของโลกจึงได้คิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นในสหราชอาณาจักร และถูกขนานนามว่า ‘Flash’ (แฟลช)   British inventor David Misell, who was living in New York, patented the original flashlight

ความแตกต่างระหว่างของชำร่วย vs ของรับไหว้ ที่หลายคนยังไม่รู้!

ความแตกต่างระหว่างของชำร่วย vs ของรับไหว้ ที่หลายคนยังไม่รู้!

ของรับไหว้ – หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า “ของรับไหว้” และ “ของชำร่วย” ที่มักจะถูกนำมาใช้ในงานแต่งเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าทั้ง 2 สิ่งนี้ เป็นของประเภทเดียวกัน มีประโยชน์ในการนำมาใช้งานเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว หน้าที่ในการใช้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยวันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับของชำร่วยและของรับไหว้กันให้มากขึ้น ว่าทั้ง 2 สิ่งนั้นแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกอย่างไรให้เหมาะสม   ของชำร่วย คืออะไร ของชำร่วย คือ ของที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว เลือกสรรเพื่อนำมามอบให้กับแขกที่มาร่วมงานเพื่อแสดงความขอบคุณ โดยประเภทของของชำร่วยที่ได้รับความนิยมในงานแต่งนั้น มีด้วยกัน 2 แบบ คือของชำร่วยน้ำสังข์ ที่มักจะมอบให้กับแขกที่ให้เกียรติมารดน้ำสังข์บ่าวสาว และของชำร่วยในงานแต่ง ที่มักมอบให้บริเวณทางเข้างานแต่งหลังจากผู้ร่วมงานลงชื่อแล้ว แล้วแต่ความต้องการของผู้จัดงาน โดยของชำร่วยนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นของที่มีความหมายมงคล และมีความเหมาะสมกับตัวงานนั้นๆ เช่น ชุดตะเกียบคู่ ของชำร่วยงานแต่ง ช้อนส้อม ที่แสดงออกถึงการใช้ชีวิตคู่ของบ่าวสาว เป็นต้น   หลักการเลือกของชำร่วยให้เหมาะสม การเลือกของชำร่วยให้เหมาะสมสำหรับงานแต่ง หรืองานมงคลต่างๆ ควรมีหลักการดังต่อไปนี้ 1. เลือกของชำร่วยที่มีความหมายมงคล ของชำร่วยที่คุณเลือกมาใช้ในงานแต่ง หรือพิธีมงคลต่างๆ ควรมีความหมายที่เป็นสิริมงคลดีงาม

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart