Author Archives: นิพพานกิฟ

อาหารงานศพ อาหารว่างงานศพ (Snack Box) 29 บาท ราคาถูก

อาหารงานศพ อาหารว่างงานศพ (Snack Box) 29 บาท ถูกมาก เลือกอย่างไรให้ประหยัดและสมเกียรติ

อาหารจัดเลี้ยงในงานศพ ขนมงานศพ (Snack Box)  – งานศพเป็นหนึ่งในพิธีกรรมที่อยู่คู่สังคมมาอย่างยาวนาน โดยรูปแบบของงานศพนั้นจะมีความแตกต่างไปตามศาสนาและความเชื่อของผู้ล่วงลับและญาติ ทำให้ในแง่ของวัฒนธรรม งานศพเป็นพิธีกรรมที่เป็นแหล่งรวบรวมประเพณี ความเชื่อ และจารีตของสังคมที่สืบเนื่องมาแต่โบราณกาลได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งหมายรวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานศพ ไม่ว่าจะเป็นของชำร่วยหรือของที่ระลึกในงานศพ ราคาส่ง รูปแบบของการละเล่นในงานศพเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ล่วงลับ รวมถึง อาหารงานศพ ที่แฝงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมากมาย . ด้วยเหตุนี้ อาหารงานศพ ขนมเบรคงานศพ ของว่างงานศพ จึงนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะดูเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ดูไม่สลักสำคัญอะไร แต่แท้จริงแล้วในบางสังคม  ที่ได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันเป็นเวลานาน           โทร: คลิก 082-516-5654         บทความนี้เราจึงจะนำคุณไปทำความรู้จักกับอาหารงานศพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบ ธรรมเนียมปฏิบัติ และเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ เพื่อให้เมื่อถึงเวลาจำเป็น คุณจะสามารถเลือกอาหารงานศพที่เหมาะสมกับฐานะของเจ้าภาพ และสมเกียรติผู้ล่วงลับนั่นเอง   ความเป็นมาโดยสังเขปของอาหารงานศพ การเลี้ยงอาหารในงานศพ นั้นเป็นวัฒนธรรมสำคัญที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมสวดศพที่จะขาดไปเสียมิได้ โดยจะมีการจัดเลี้ยงแขกผู้เข้าร่วมพิธีสวดอภิธรรมศพทุกวัน เพื่อเป็นการตอบแทนแขกที่สละเวลาและเดินทางไกลมาเพื่อร่วมไว้อาลัยผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย

หนังสือที่ระลึกงานศพ หนังสือแห่งความอาลัยรักแด่ผู้วายชนม์

หนังสือที่ระลึกงานศพ หนังสือแห่งความอาลัยรักแด่ผู้วายชนม์

หนังสือที่ระลึกงานศพ เป็นหนังสือที่ทำแจกในงานพิธีศพที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งชื่อเรียกของหนังสืออาจเรียกขานต่างกันไป เช่น หนังสืองานศพ, หนังสือที่ระลึกงานศพ, หนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจ, หนังสืออนุสรณ์งานศพ หรือหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจ เป็นต้น แต่โดยรวมแล้วก็มีความหมายเดียวกัน คือ นั่นเอง   ประวัติความเป็นมาของหนังสือที่ระลึกงานศพ   แต่ความเป็นจริงแล้ว หนังสือนี้ได้มีการจัดพิมพ์ขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)   โดยมีการแจกหนังสือที่ระลึกงานศพในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี (พระนางเรือล่ม) และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ โสภางคทัศนิยลักษณ์ อรรควรราชกุมารี ที่จัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๓ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกงานศพแจกในงานพิธีศพ ซึ่งหนังสือที่ระลึกงานศพที่จัดพิมพ์ครั้งนี้ เป็นหนังสือ สาราทานปริยายกถามรรค ที่ประกอบไปด้วยบทสวดมนต์หลวงจำนวนความหนาประมาณ 300 หน้า โดยมีกรมพระยาดำรงราชานุภาพทำหน้าที่เป็นผู้เรียบเรียงหนังสือ และหนังสือที่ระลึกงานศพเล่มนี้ได้ทำการจารตัวอักษรลงในใบลานจำนวน 10,000 เล่ม เพื่อทำการพระราชทานแก่วัดที่อยู่ทั่วราชอาณาจักร   ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia.org   หลังจากนั้นจึงได้มีการแจกหนังสือที่ระลึกงานศพต่อมา โดยในช่วงรัชกาลที่ ๕ นี้การแจกหนังสือที่ระลึกงานศพนิยมกันอยู่ในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นสูงเท่านั้น ต่อมาในสมัยรัชการที่ ๖ การพิมพ์หนังสืองานศพได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้มีการพิมพ์หนังสือแจก เพราะเห็นว่าหนังสือนั้นมีประโยชน์ต่อทุกคนที่ได้รับ โดยหากใครต้องการที่จะจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกงานศพแล้ว

ของไหว้วันเผา

ของไหว้วันเผา กุศลครั้งสุดท้ายแด่คนที่รัก

ของไหว้วันเผา – ความตายเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถหนีพ้นได้ ทุกคนย่อมต้องก้าวเข้าสู่ความตายสักวันหนึ่ง และวันสุดท้ายที่เราจะแสดงความอาลัยกับศพผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายตามประเพณีไทย ก็คือ วันฌาปนกิจศพหรือวันเผาศพ เพื่อส่งวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตไปสู่สรวงสวรรค์อย่างสงบ ซึ่งในวันนี้จะมีพิธีการและขั้นตอนการจัดงานอยู่หลายอย่าง รวมถึงมีสิ่งของที่ต้องจัดเตรียมเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์   ประวัติการเผาศพและความสำคัญของของไหว้วันเผา การเผาศพเริ่มต้นมาเมื่อไม่กี่พันปีก่อนหน้าเท่านั้น เพราะในอดีตเมื่อมีผู้ตายจะทำการฝังศพลงในดิน ยังไม่มีการเผาศพเช่นในปัจจุบันนี้ ซึ่งการเผาศพเริ่มต้นเมื่อประมาณพันกว่าปีก่อน โดยมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศอินเดียตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่เมื่อมีผู้ตายจะทำการเผาศพ และต่อมาได้มีการนำหลักของศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเข้าไปในพิธีการปลงศพด้วยการเผา เช่น การสวดศพ และการทำบุญถวายทาน เป็นต้น ช่วงแรกการปลงศพด้วยการเผาศพในประเทศไทย เป็นการปลงศพในกลุ่มของพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น สำหรับสามัญชนยังไม่ทำการเผาศพ แต่ยังคงทำการฝังศพตามความเชื่อดั้งเดิมที่สืบต่อกันมา โดยการฝังจะมีการใส่เครื่องใช้ เครื่องประดับหรือทรัพย์สินเงินทองใส่ลงไปในหลุมศพและฝังรวมกับผู้ตายตามฐานะของผู้ตาย ตามความเชื่อว่าให้ผู้ตายมีทรัพย์สินติดตัวเพื่อให้ใช้ในภพหน้า   แต่สำหรับการเผาถึงจะไม่มีการเผาทรัพย์สินเงินทองร่วมไปกับศพผู้ตาย ทว่าก็มีการใส่ทรัพย์สินไปในโลงศพเพื่อให้ผู้ตายได้ใช้ในภพหน้าเช่นกัน และมีการนำออกมาก่อนที่จะทำการเผา โดยทรัพย์สินดังกล่าวจะถูกนำออกมาจากโลงและนำไปทำบุญทำทานต่อไป   การปลงศพด้วยการเผา แบ่งได้กี่รูปแบบ การปลงศพด้วยการเผาศพนั้นจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วย คือ   1. แบบที่เผาภายใน 3-7 วัน การปลงศพแบบนี้จะมีการจัดงานพิธีศพหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิต และทำการปลงศพด้วยการเผาทันทีที่ทำการตั้งบำเพ็ญกุศลศพ ซึ่งการปลงศพจะทำการเผาภายใน 3-7 วัน     2. แบบที่เก็บศพไป

งานฌาปนกิจ พิธีแบบไทย

งานฌาปนกิจคืออะไร งานศพไทย ความสำคัญของงานฌาปนกิจ พร้อมขั้นตอนการทำพิธีแบบไทย

งานศพไทย พิธีงานศพไทย เมื่อถึงจุดสิ้นสุดของวัฏจักรในการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ เมื่อร่างกายของเราไร้ลมหายใจ เมื่อสังขารถึงคราวดับขันธ์ สิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ การทำพิธีศพ ซึ่งถือเป็นความเชื่อสืบต่อจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็นหนทางในการส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่ภพภูมิที่ดี และเพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนจิตใจของผู้ที่ยังคงเวียนว่ายอยู่ในโลกปัจจุบันถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร ซึ่งอาจจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้คนรอบข้างตระหนักถึงการสะสมบุญ โดยหมั่นสร้างความดีในขณะที่ยังมีชีวิต เพื่อที่ชาติภพต่อไปจะได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์อีก ในช่วงชีวิตคนเรา มีความผูกพันกับพิธีศพอยู่หลายครั้ง เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงที่คนรอบข้างกลายเป็นใบไม้ที่ร่วงโรย เมื่อชีวิตเริ่มเติบโตและได้เห็นการล้มหายตายจากของคนที่เรารัก เมื่อนั้นก็จะเกิดความเข้าใจในสัจธรรมต่างๆ มากขึ้น มีเกิด ก็ต้องมีแก่ เมื่อมีแก่ ก็ต้องมีเจ็บและตายเป็นธรรมดาของสังขาร เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่จะต้องเผชิญหน้า และเมื่อถึงวาระที่เราต้องเผชิญ สิ่งที่เราจะได้รับจากการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ก็คือ การจัดพิธีศพเพื่อระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้จึงอยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับพิธีฌาปนกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำพิธีศพ โดยสืบทอดกันมายาวนาน ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสุดท้ายก่อนร่างกายของผู้ล่วงลับจะสูญสลายไปสู่ภพภูมิใหม่   งานฌาปนกิจ คืออะไร? หลายคนคงจะเคยได้ยินคำนี้ในพิธีศพกันมาบ่อยครั้ง แต่อาจจะยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าจริงๆ แล้ว ฌาปนกิจ คือส่วนใดในพิธีศพ และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจไปว่า ฌาปนกิจ คือการจัดพิธีศพ แต่จริงๆ แล้ว   ไขข้อสงสัย ระหว่างคำว่า “ฌาปนกิจ” กับ “ฌาปนกิจศพ” ควรใช้คำไหนกันแน่? หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่าระหว่างคำว่า “ฌาปนกิจ” กับ “ฌาปนกิจศพ”

บวชหน้าไฟ คืออะไร บวชเพื่อใคร สำคัญมากแค่ไหน

บวชหน้าไฟ คืออะไร บวชเพื่อใคร สำคัญมากแค่ไหน

การบวชหน้าไฟ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของคนไทยที่ถือปฏิบัติมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีต่างๆ ทันสมัยขึ้น ประกอบกับการรับวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ เข้ามา ทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกขัดแย้งกันว่าจริงๆ แล้วการบวชหน้าไฟจำเป็นหรือไม่ ซึ่งบางคนก็มองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ แต่บางคนก็มองว่าไม่จำเป็นเลย ดังนั้นเราจะมาทำความเข้าใจกันเกี่ยวกับการบวชหน้าไฟ   บวชหน้าไฟ คืออะไร การบวชหน้าไฟ เป็นการบวชเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว โดยจะบวชตอนเช้าในวันที่มีการเผาศพนั่นเอง ซึ่งการบวชหน้าไฟ จะบวชเช้า สึกเย็น บวช 3 วัน 7 วัน หรือมากกว่านั้นก็ได้   ข้อมูลจาก Wikipedia การบวชสามเณรหน้าไฟ คือการบรรพชาสามเณรที่นิยมบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย โดยปรกติการบวชหน้าไฟมักจะบวชกันในวันเผาศพ โดยเมื่อทำพิธีฌาปนกิจเสร็จก็มักจะสึก   การบวชหน้าไฟ หากเป็นสามเณร จะนิยมเรียกว่า สามเณรหน้าไฟ หรือ เณรหน้าไฟ   บวชหน้าไฟ ขั้นตอน การบวชหน้าไฟนั้นจะทำพิธีแบบง่ายๆ ด้วยการโกนหัวและนำจีวรที่เตรียมไว้มาเข้าหาอุปัชฌาย์ (พระอุปัชฌาย์ พระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เป็นประธานและรับผิดชอบในการบรรพชาอุปสมบท) จากนั้นทำพิธีนิดหน่อยก็เสร็จสิ้นการบวชหน้าไฟแล้ว   การบวชหน้าไฟ บวชเพื่อใคร โดยส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานมาบวชหน้าไฟให้กับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรืออาจจะบวชให้กับลุงป้า

พระคาถาชินบัญชร

พระคาถาชินบัญชร (ฉบับสมบูรณ์) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

พระคาถาชินบัญชร – บทสวดชินบัญชรนั้น กล่าวกันว่าเป็นบทสวดที่ได้รับความนิยมจากพุทธศาสนิกชนมากที่สุดบทหนึ่ง เนื่องจากเชื่อว่า นอกจากนั้น บทสวดชินบัญชรยังมีทั้งฉบับย่อ (คลิก พระคาถาชินบัญชร แบบย่อ) และฉบับสมบูรณ์ (คลิก พระคาถาชินบัญชร แบบเต็ม) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มสวดมนต์ และผู้ที่สวดมนต์มาเป็นเวลานานแล้ว วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับพระคาถาชินบัญชรให้มากขึ้น ประวัติความเป็นมา ความสำคัญ และรวมบทสวดทั้งฉบับเต็มและฉบับย่อไว้ด้วยกันในบทความเดียว     พระคาถาชินบัญชร มีความสำคัญอย่างไร ทำไมคนถึงนิยมสวดกันมาก   กระทั่งได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นโดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม หรือที่รู้จักกันในบรรดาศักดิ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์องค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนั้น ยังพบว่าคาถาชินบัญชรปรากฏในพื้นที่พม่าและศรีลังกาอีกด้วย จึงทำให้เกิดทฤษฎีใหม่ว่าแท้จริงแล้วคาถาชินบัญชานั้นตกทอดมาแต่ลังกาผ่านทางคัมภีร์โบราณ ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ พบเข้าโดยบังเอิญ โดยแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นคัมภีร์โบราณดังกล่าวเขียนเป็นภาษาบาลีด้วยอักขระล้านนา ท่านเจ้าคุณสมเด็จฯ จึงได้ศึกษาอักขระล้านนาจนแตกฉานและสามารถดัดแปลงคาถาดังกล่าวเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ซึ่งในเวลาต่อมาเนื่องจากคัมภีร์โบราณดังกล่าวไม่ปรากฏชื่อผู้ประพันธ์ จึงเข้าใจกันว่าท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นผู้แต่งพระคาถาชินบัญชรขึ้นมาด้วยตนเอง   . ที่มาของพระคาถาชินบัญชร สำหรับนั้น ได้ความว่าพระคาถาชินบัญชรเกิดขึ้น เพราะพระราชาของลังกาพระองค์หนึ่งได้รับคำทำนายจากโหรหลวงว่าเมื่อพระราชโอรสอายุครบ

ดอกไม้จันทน์ ดอกไม้แทนความอาลัยและการขอขมาต่อผู้วายชนม์

ดอกไม้จันทน์ ดอกไม้แทนความอาลัยและการขอขมาต่อผู้วายชนม์

ทุกครั้งที่ไปร่วมงานศพ งานฌาปนกิจ สิ่งสุดท้ายที่เรากระทำให้กับผู้เสียชีวิตได้ก็คือ การวางดอกไม้จันทน์ให้กับผู้เสียชีวิต ซึ่งการวางดอกไม้จันทน์ต่อหน้าโลงศพนับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำสืบต่อกันมาแต่ช้านาน ทว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของการวางดอกไม้จันทน์ ว่าการวางดอกไม้จันทน์นั้นเป็นการแสดงความเคารพและการขอขมาต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ประวัติความเป็นมาของดอกไม้จันทน์ ไม้จันทน์ (Sandalwood) มีการเริ่มใช้ในพิธีศพมาตั้งแต่ ซึ่งในสมัยนั้นรูปแบบการใช้   โดยการใช้ต้นไม้จันทน์ในพิธีศพจะใช้ในกลุ่มพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น มิได้ใช้ในคนสามัญทั่วไป   เนื่องจากไม้จันทน์เป็นไม้หายาก มีราคาสูงและจัดเป็นไม้ชั้นสูงที่มีไว้ใช้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้า ซึ่งการใช้ไม้จันทน์ร่วมในพิธีศพจะมีการใช้ตั้งแต่นำมาทำโลงศพ ใช้เป็นเครื่องสักการะที่จุดระหว่างพิธีศพ ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเผาศพและใช้ทำโกศสำหรับบรรจุศพด้วย   ตามความเชื่อของคนโบราณ ที่กล่าวว่ากลิ่นหอมของไม้จันทน์จะช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามาทำร้ายดวงวิญญาณของผู้ตาย และความเชื่ออีกอย่างหนึ่งคือการเผาไม้จันทน์รวมกับเครื่องหอมชนิดอื่น เช่น กำยาน เป็นต้น ยังเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้า ที่จะช่วยนำทางให้กับดวงวิญญาณของคนตายได้ไปสู่สรวงสวรรค์ด้วย     ตามหลักวิทยาศาสตร์ได้มีการสันนิษฐานว่า การที่ใช้ไม้จันทน์ในพิธีศพก็เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมให้กับพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากในอดีตยังไม่มีการฉีดยาเพื่อยับยั้งการเน่าของศพ ดังนั้น ศพจึงเกิดการเน่าและส่งกลิ่นเหม็น จึงนิยมใช้ไม้จันทน์ที่มีกลิ่นหอมมาเป็นตัวช่วยในการกลบกลิ่นศพ ด้วยการทำเป็นโลงบรรจุศพ การจุดระหว่างที่ทำพิธีศพและใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาศพ เพื่อที่กลิ่นหอมของไม้จันทน์จะช่วยกลบกลิ่นเน่าของศพ ทำให้ผู้ที่ไปร่วมงานศพไม่ได้กลิ่นเหม็นของศพนั่นเอง   . จุดเริ่มต้นของการใช้ดอกไม้จันทน์ในสามัญชน การใช้ไม้จันทน์ในพิธีศพยังคงใช้กันสืบต่อในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายชั้นสูงเรื่อยมา โดยลักษณะของ ดอกไม้จันทน์เทียม จะมีลักษณะคล้ายดอกไม้ ซึ่งดอกไม้นี้ทำจากไม้จันทน์แผ่นบาง ๆ มามัดรวมกันให้เป็นช่อ เพื่อใช้ในพิธีศพแทนไม้จันทร์ที่เป็นท่อน ๆ แทน

การแจ้งเสียชีวิต การแจ้งตาย และการขอมรณบัตรอย่างถูกต้อง

ขั้นตอนการแจ้งเสียชีวิต การแจ้งตาย และการขอมรณบัตรอย่างถูกต้อง

การแจ้งเสียชีวิต – ความตาย ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนย่อมหนี้ไม่พ้นอย่างแน่แท้ เพราะชีวิตของคนเรามีเกิดย่อมมีดับเป็นของธรรมดา โดยเฉพาะความตายที่เข้ามาพรากบุคคลอันเป็นที่รักไปจากเรา มักจะทำให้รู้สึกโศกเศร้าเสียใจ และเมื่อพูดถึงวิธีการปฏิบัติในทางกฎหมายแล้วหลังจากที่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น ผู้ที่เป็นญาติหรือผู้ที่พบเห็นการเสียชีวิตของบุคคลดังกล่าวยังมีหน้าที่ที่ต้องพึงกระทำ นั่นคือ การแจ้งตายให้กับผู้เสียชีวิต (Death Registration) นั่นเอง เพราะหลังจากที่ทำ การแจ้งเสียชีวิต แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำการออกใบมรณะบัตรเพื่อยืนยันการเสียชีวิตไว้เป็นหลักฐาน สำหรับใช้ในการติดต่อกับหน่วยงานราชการต่อไป     ความหมายของมรณบัตรหรือใบมรณะ ใบมรณบัตร (Death Certificate) – ตามพจนานุกรมแปลไทยราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “มรณบัตร” ว่าเป็นหนังสือสําคัญที่นายทะเบียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับแจ้งแห่งท้องถิ่นที่มีคนตายหรือเสียชีวิต ต้องทำการออกให้เป็นหลักฐานแสดงรายการของคนตายแก่ผู้ที่ทำการแจ้ง ซึ่งเอกสารมรณบัตรที่ได้รับถือเป็นหลักฐานที่ใช้ยืนยันสถานะของตัวบุคคลดังกล่าว ว่าได้เสียชีวิตไปแล้วจริง โดยต่อไปได้   ประวัติความเป็นมาของมรณบัตร ประวัติความเป็นมาของมรณบัตร ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มต้นเมื่อใด แต่ได้ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีประราชดำริให้มีการจัดทำ บัญชีประชากร ที่อยู่ในพระราชอาณาจักรของพระองค์ทั้งหมด โดยเริ่มแรกได้มีการจัดทำประชากรที่อยู่ในเขตพระราชฐานก่อน เมื่อแล้วเสร็จจึงได้มีการสำรวจและจัดทำบัญชีประชากรในพระราชอาณาเขตทั้งหมด ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดทำบัญชีประชากรนี้ก็เพื่อใช้ในการวางแผนรักษาแผ่นดิน และเพื่อการดูแลทุกข์บำรุงสุขให้กับประชากรที่อยู่ในการปกครองของพระองค์   ด้วยเหตุนี้ จึงมีการโปรดเกล้าให้มีการใช้ตรา พ.ร.บ. สำหรับทำบัญชีราษฎรในพระราชอาณาจักร ร.ศ.128 ขึ้นมา โดยมีการกำหนดหลักที่ใช้ในการดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ออกเป็น 3

ฆ่าสุนัขฝังไปกับศพ เชื่อว่าสุนัขจะนำทางคนตายไปเมืองฟ้า

ฆ่าสุนัขฝังไปกับศพ เชื่อว่าสุนัขจะนำทางคนตายไปเมืองฟ้า

งานศพยุคแรกอุษาคเนย์ (ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้) ความเชื่อเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของหมาดำรงอยู่คู่อารยธรรมนุษย์มาอย่างยาวนานหลายพันปี หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าในอดีตมนุษย์เคารพบูชาหมาในฐานะผู้ให้กำเนิด และมีอำนาจพิเศษในการนำทางมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยเหตุนี้      หมาพาคนตายไปเมืองฟ้า ความเชื่อที่มีอยู่จริง ความเชื่อดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในประเทศไทยหลายแห่ง อาทิ การพบโครงกระดูกหมาในหลุมฝังศพคนในพื้นที่บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.สกลนคร และบ้านโนนวัด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เป็นต้น   นอกจากนั้น ยังมีการค้นพบ ภาพเขียนรูปหมาบนเพิงผาและผนังถ้ำแสดงผีขวัญบรรพชนในถ้ำหลายพื้นที่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เขาจันทน์งาม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา, ภูปลาร้า อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี และถ้ำผาลายแทง อ.ภูกระดึง จ.เลย   ทั้งนี้ ความเชื่อว่าหมาเป็นตัวกลางเชื่อมโยงโลกมนุษย์เข้ากับโลกศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏผ่านตำนานและพิธีกรรมของกลุ่มไทดำ ไทแถง ไมเมือง และจ้วง โดยเฉพาะพิธีส่งผีขวัญหรือคนตายขึ้นฟ้า ซึ่งปรากฎว่าหมาเป็นสัญลักษณ์ของพลังวิเศษที่สามารถนำทางวิญญาณของมนุษย์ไปยังภพภูมิอื่นได้     บทความ ‘บทบาทของหมาในตำนานและพิธีกรรมของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในอุษาคเนย์’ ของ รศ.ดร.ปฐม หงส์สุวรรณ ผอ. สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ม.มหาสารคาม พบว่า

ฮวงซุ้ย ประวัติความเป็นมา การเลือกฮวงซุ้ยให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย

ฮวงซุ้ย ประวัติความเป็นมา การเลือกฮวงซุ้ยให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย

ฮวงซุ้ย (a Chinese graveyard, a cemetery) เป็นที่พำนักแห่งสุดท้ายของผู้วายชนม์ที่มีประวัติอันยาวนานซึ่งสามารถย้อนกลับไปได้หลายพันปี โดยเฉพาะอารยธรรมจีนที่มีความเก่าแก่และได้วางรากฐานทางสังคม ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี และการปกครองสืบทอดมาจนปัจจุบัน   ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณเดินทางย้อนกลับไปในอดีตเพื่อศึกษาความสำคัญของฮวงซุ้ย ความหมาย รูปแบบ และความเชื่อ ตลอดจนการจัดการฮวงซุ้ยในบริบทปัจจุบันแบบเจาะลึก หากพร้อมแล้ว ตามมาดูกันเลย   ความหมายของฮวงซุ้ย หากอ้างอิงความหมายจากพจนานุกรมไทย ฉบับเปลื้อง ณ นคร ฮวงซุ้ย หมายถึง สถานที่ฝังศพตามประเพณีจีน หรือสุสานของคนเชื้อสายจีนนั่นเอง ทั้งนี้ ฮวงซุ้ยอาจจะมีความแตกต่างจากสุสานตามความเชื่ออื่น ๆ ตรงที่มีการนำศาสตร์ฮวงจุ้ยเข้ามาหาตำแหน่งในการเลือกฮวงซุ้ยที่เหมาะสม โดยเฉพาะทิศทางของสายลมและแหล่งน้ำที่อยู่บริเวณโดยรอบ หลักการสำคัญในการเลือกฮวงซุ้ยที่เหมาะแก่การเป็นสถานที่พำนักแห่งสุดท้ายของบรรพชน คือ ความสดชื่น สว่างสไว โล่งโปร่งสบาย มีตำแหน่งรับลมและน้ำที่เหมาะสม ไม่ต่างจากการใช้หลักฮวงจุ้ยในการเลือกที่ดินสร้างบ้าน หรือตกแต่งภายในบ้านนั่นเอง ฮวงจุ้ย เป็นคำภาษาจีนที่คุ้นหูได้ยินกันบ่อยครั้ง ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Feng Shui   ความสำคัญของฮวงซุ้ย และประวัติความเป็นมา พิธีกรรมศพของคนต่างเชื้อชาติย่อมมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมเฉพาะของคนกลุ่มนั้น ในขณะที่คนไทย (งานฌาปนกิจ

เหรียญโปรยทาน ทำไมจึงต้องมีในงานบวช และควรพับเองหรือซื้อดีกว่า

เหรียญโปรยทาน ทำไมจึงต้องมีในงานบวช และควรพับเองหรือซื้อดีกว่า?

เคยสังเกตไหมว่า ในงานบวชจะต้องมีการโปรยทานเสมอ ซึ่งเพราะอะไรในงานบวชจึงต้องใช้เหรียญโปรยทาน และมีวิธีการพับเหรียญโปรยทานอย่างไร วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจ และแนะนำไอเดียเก๋ๆ ในการทำเหรียญโปรยทานให้แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร เพื่อที่คุณจะได้นำไปใช้เป็นไอเดียนั่นเอง ทำไมงานบวช ต้องมีเหรียญโปรยทาน มีความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลว่า การโปรยทาน เป็นเหมือนการแสดงว่านาคได้สละทรัพย์สมบัติทุกอย่างแล้ว ซึ่งถือเป็นคติทางพระพุทธศาสนา ที่การจะออกผนวชได้นั้น จะต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นจึงได้มีการนำเหรียญโปรยทานมาใช้โปรยทานเพื่อเหตุผลดังกล่าวนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า เหรียญโปรยทานที่นาคโปรยนั้นเป็นเงินที่มีความบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ หากใครได้เก็บเอาไว้ จะได้มีความเจริญรุ่งเรือง ทำมาค้าขึ้น ไม่ว่าจะเก็บไว้ที่บ้านหรือเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ก็ตาม ดังนั้นผู้คนจึงนิยมเก็บเหรียญโปรยทานในงานบวชมาไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลของตนเอง   เหรียญโปรยทาน ต้องใช้จำนวนเท่าไหร่ เหรียญโปรยทานที่จะนำมาใช้ในงานบวชหรืองานสำคัญต่างๆ นั้น ไม่กำหนดแน่ชัดว่าจะต้องใช้จำนวนเท่าไหร่ ซึ่งก็แล้วแต่ความสะดวกหรือตามกำลังศรัทธาของคุณเลย เพียงแค่มีจิตใจมุ่งมั่นและบริสุทธิ์ที่จะทำเหรียญโปรยทานขึ้นมาเพื่อโปรยให้แก่แขกเหรื่อที่มาร่วมในพิธีเท่านั้น   โปรยทานงานบวช เมื่อไหร่ การโปรยทานในงานบวช จะโปรยเหรียญหลังจากที่นาคได้เวียนรอบโบสถ์จนครบ 3 รอบแล้ว และนาคได้มาที่หน้าโบสถ์ ก็จะมีการนำเหรียญโปรยทานมาโปรยให้แขกเหรื่อได้เข้ามารับเหรียญโปรยทานเอาไว้ ก่อนที่นาคจะเข้าไปประกอบพิธีต่อหน้าพระประธานต่อไป   เหรียญโปรยทานจากงานบวชอื่น นำมาโปรยได้หรือไม่ หลายคนอาจจะเก็บเหรียญโปรยทานที่ได้จากงานบวชอื่นๆ เอาไว้ ซึ่งไม่ได้นำออกมาใช้งาน โดยเมื่อมีงานบวชของตนเองหรือคนรู้จัก ก็อยากจะนำเหรียญโปรยทานที่เก็บไว้มาใช้โปรยทานในงานบวชของตนเองหรือคนรู้จักต่อไป จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า เหรียญโปรยทานที่ได้จากงานบวชอื่นสามารถนำมาใช้ได้หรือไม่ โดยขอตอบเลยว่าคุณสามารถนำเหรียญโปรยทานจากงานบวชอื่นนั้นมาใช้โปรยทานได้อีก เพราะเหรียญที่ได้มาก็เป็นเงินที่เราได้รับมาเป็นของเราแล้ว

The product has been added to your cart.

Continue shopping View Cart